adyim.com
  • หน้ากากพ่อทวดพรานบุญ รุ่นเสน่หารุมรัก

    หน้ากากพ่อทวดพรานบุญ มโนราห์ พิทักษ์ พรหมมวาส (หมอเอก) สร้างตามศาสตร์ไสยเวทย์ครูหมอโนราห์แบบโบราณ ประจุพลังครูพ่อทวดพรานบุญขลังนัก มีสองพิมพ์ให้เลือก เล็ก-ใหญ่ (พิมพ์ใหญ่ประมาณหัวแม่มือ พิมพ์เล็กย่อมลงมาหน่อย) พิเศษที่พิมพ์ใหญ่ บรรจุ โกเมน เสริมวาสนาบารมี ส่วนพิมพ์เล็ก ฝังตะกรุด เสน่หารุมรัก เป็นเมตตามหาเสน่ห์

  • สีผึ้งสาริกาคู่คืนรัง (พ่อกาแม่กามหาเสน่ห์)

    สีผึ้งสาริกาคู่คืนรัง(พ่อกาแม่กามหาเสน่ห์)ไม้กาฝากกาหลง ตำหรับมโนราห์ พิทักษ์ พรหมวาส (หมอเอก) ท่านจัดสร้างไว้นานแล้วและปลุกเสกมาโดยตลอด ทำพิธีลงหัวใจสาริกา ที่สีผึ้งสาริกาคืนรังนี้เองทุกคู่ พร้อมทั้งยังอัญเชิญ ทวดพรานบุญ มาในพิธี เพิ่มพลังให้เข้มขลังมายิ่งขึ้นสีผึ้งสาริกาคู่คืนรังนี้เด่นไปทางด้าน เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ ค้าขาย เหมาะสำหรับพ่อค้าแม่ขาย นักร้อง นักแสดง ผู้ทำงานให้บริการต่าง ๆ เพราะเมื่อพกบูชาติดตัวแล้ว จะพูดจาสิ่งใดมีแต่คนเชื่อถือ คนรักใคร่ เป็นที่เมตตาต่อผู้พบเห็น

  • พญางั่งมหาอุลลุม

    พญางั่งมหาอุลลุม ปลุกเสกโดยมนต์เนื้อหอมนาคเรียกโขลง ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์เรียกผู้คนมาห้อมล้อม มโนราห์ พิทักษ์ พรหมมวาส ตั้งใจปลุกเสกให้เข้มขลังทรงพลังเต็มที่ ประจุมนต์ลงใน “พญางั่งมหาอุลลุม ” ให้มีพลังเสน่ห์แรงกล้า จะเป็นเสน่ห์เมตตากับคนทั่วไป แม้เพียงเห็นหน้าก็ให้ถูกชะตา ติดต่อการงานไม่มีพลาด ได้รับความช่วยเหลืออย่างคาดไม่ถึง มีแต่ผู้คนเอ็นดู พกติดตัวไปค้าขาย บอกราคาไปเถิดลูกค้าใจอ่อนซื้อไม่มีต่อรอง ค้าได้ขายดีมีกำไร พกติดตัวไปเที่ยวแหล่งใดเป็นเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามหลงไหลวนเวียนไม่ห่าง พกติดตัวไปต่างแดนติดต่อเจรจาการใดไม่มีติดขัด ผู้คนรอบข้างเจ้านายลูกน้องให้ความร่วมมือดีทุกประการ เสน่ห์เมตตารุนแรงสมเป็นของดีชั้นครู

  • คุณพ่อปลัดหัวทอง ตำหรับทวดพรานบุญ

    คุณพ่อปลัดหัวทอง ทำมาจากไม้พยุง มโนราห์ พิทักษ์ พรหมมวาส (หมอเอก) ทำการปลุกเสกพลังพุทธาคมเข้มขลังเอกอุสมบูรณ์พร้อม ลงทองเองกับมือทุกตัว ประจุพลังครู ทวดพรานบุญ ขลังยิ่งนัก ใช้แขวนเอว จะช่วยให้เงินทองไหลมาเทมาไม่ขาดสาย เสริมดวง โชคลาภ กันผีสาง งูเงี้ยวเขี้ยวขอ เป็นของดีที่เด่นมาก ลองนำไปบูชาติดตัวกันดู จะรู้เองเห็นเองในความขลังของครูสายนี้

  • น้ำมันสาริกาคู่คืนรัง (พ่อกาแม่กามหาเสน่ห์)

    น้ำตาปลาพยูน น้ำมันเสน่ห์จันทร์ น้ำมันหอมพ่อทวดพรานบุญ แป้งเสกมโนราห์ ว่านสาวหลง ว่านดอกทอง แป้งแม่ศรีมาลา น้ำมันตะเกียงไหว้ครูหมอ ทั้งหมดเป็นมวลสารมหาเสน่ห์ ตำหรับมโนราห์ พิทักษ์ พรหมวาส (หมอเอก) สำหรับตัวนกสาริกาคู่ ทำมาจากไม้รักซ้อน เสกอาการ 32 เสกหัวใจเปิดปากนก ตานก ด้วยคาถา พระพุทธเจ้าเปิดโลก อัญเชิญพ่อทวดพรานบุญในพิธีปลุกเสกให้เข้มขลังเอกอุ ใช้พกติดตัวเป็นมหาเสน่ห์ น้ำมันใช้เจิมหน้าผากกับแตะลิ้นก่อนออกจากบ้าน ใช้เจรจาขอความรักให้กลับคืน เชื่อมั่นศรัทธา ไม่ลังเล ย่อมเกิดผล ตามดวงจิตปรารถนา

  • เหรียญสาริกาคู่คืนรัง (พ่อกาแม่กามหาเสน่ห์)

    เหรียญสาริกาคู่คืนรัง ตำหรับมโนราห์ พิทักษ์ พรหมวาส (หมอเอก) เสกอาการ 32 เสกหัวใจเปิดปากนก ตานก ด้วยคาถา พระพุทธเจ้าเปิดโลก อัญเชิญพ่อทวดพรานบุญในพิธีปลุกเสกให้เข้มขลังยิ่ง พุทธคุณสูงใช้ดีทาง เมตตามหานิยม-มหาเสน่ห์ มหาระลวย ใช้เจรจาขอความรักให้กลับคืน บันดาลโชคลาภ วาสนา เป็นที่รักชอบของผู้ที่ได้พบเห็น เจรจาพาทีไพเราะเสนาะหูจับจิตจับใจแก่ผู้ที่ได้ยินได้ฟังให้หลงใหลคล้อยตาม วัตถุมงคลของ หมอเอก ทุกชิ้นรับประกันความแท้ เชื่อมั่นศรัทธา ไม่ลังเล ย่อมเกิดผล ตามดวงจิตปรารถนา

มโนราห์ พิทักษ์ พรหมวาส (หมอเอก) จ.ยะลา

15 พ.ย. 2554

0

ละมัย ศรีรักษา”ครูสอนมโนราห์แห่งรั้ว ม.อ.รับรางวัลครูภูมิปัญญาไทยภาคใต้รุ่นที่ 7



          ครูละมัย ศรีรักษา ครูมโนราห์ประจำศูนย์ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติครูภูมิปัญญาไทยภาคใต้รุ่นที่ 7 ด้านศิลปกรรมการแสดงพื้นบ้านมโนราห์จากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เข้ารับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2554 โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องค์มนตรีเป็นประธานมอบรางวัล 

         ครูละมัย ศรีรักษา เดิมมีอาชีพทำสวนควบคู่ไปกับการแสดงมโนราห์ตามสถานที่ต่างๆ กระทั่งได้มีโอกาสร่วมงานกับอาจารย์ยก ชูบัว ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงมโนราห์คนแรกของภาคใต้ ซึ่งเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในขณะนั้น ครูละมัยจึงได้รับการชักชวนจากอาจารย์ยกให้เข้าทำงานเป็นครูสอนรำมโนราห์ที่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จากนั้นได้ย้ายเข้าทำงานที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปะ และวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ โดยทำหน้าที่สอนรำมโนราห์ แก่นักศึกษาและผู้สนใจ ตลอดจนบุตร หลาน ของบุคลากรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จวบจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 12 ปี 

         ที่ผ่านมานอกจากการเป็นครูสอนรำมโนราห์ประจำศูนย์ส่งเสริม ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ครูละมัยยังได้ทำหน้าที่เผยแพร่ศิลปะการรำมโนราห์ด้วยการสอนรำมโนราห์แก่ เด็กๆ ในชุมชน โดยใช้บ้านของตนเองเป็นสถานที่ฝึกสอน การเป็นครูพิเศษสอนรำมโนราห์ตามโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดสงขลา เช่น โรงเรียนวัดเลียบ โรงเรียนวัดท่าข้าม จนได้พบกับ ครูนครินทร์ ชาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน-หนังตะลุง) ผู้เล็งเห็นถึงความสามารถและการอุทิศตนเพื่อดำรงไว้ซึ่งศิลปะการแสดงของภาค ใต้ จึงได้เสนอชื่อของครูละมัยเข้ารับรางวัลศิลปินดีเด่นประจำจังหวัดสงขลาและ รางวัลครูภูมิปัญญาไทย ทำให้ครูละมัยเป็นผู้ได้รับทั้งสองรางวัลอันทรงคุณค่าดังกล่าว 

         ครูละมัย ศรีรักษา หรือแม่ละมัยของเด็กๆ กล่าวว่า ศิลปินไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ใดต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมือง สิ่งแวดล้อม รอบๆ ตัว จะต้องติดตามข่าวสารและเรียนรู้เรื่องที่คนทุกเพศทุกวัยสนใจ เพื่อนำมาบอกเล่าผ่านศิลปะการแสดงนั้นๆ ศิลปินที่มีบทบาทของการเป็นครูผู้สอนจะต้องให้ความรักความจริงใจแก่ลูกศิษย์ ซึ่งนอกจากการรำมโนราห์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ตนพยายามปลูกฝังให้กับเด็กคือการพูดภาษาถิ่นใต้ โดยจะใช้ภาษาถิ่นใต้สื่อสารกับเด็กๆ เพื่อให้เด็กซึมซับและเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นใต้อย่างแท้จริง รางวัลครูภูมิปัญญาไทยที่ได้รับในครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของลูกศิษย์ ของตนทุกคน และเป็นกำลังใจสำคัญของตนที่จะถ่ายทอดศิลปะการแสดงมโนราห์ให้แก่เด็กๆ ต่อไป ตนทำงานด้านนี้ด้วยใจรักและไม่เคยคิดหวังผลตอบแทน และคิดเสมอว่าจะหยุดถ่ายทอดความรู้แก่เด็กๆ ก็ต่อเมื่อไม่มีกำลังจะขึ้นเวทีแล้วเท่านั้น ตนขอขอบพระคุณอาจารย์สุนทร นาคประดิษฐ์ ศิลปินดีเด่น จังหวัดสงขลา สาขาวรรณศิลป์ ที่ได้เขียนบทรำมโนราห์ให้แก่ตนรวมทั้งได้ถ่ายทอดความรู้ด้านการเขียนบทรำ มโนราห์ให้แก่ตนด้วย และขอขอบคุณมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ที่เปิดโอกาสให้ตนได้แสดงความสามารถและได้ถ่ายทอดศิลปะให้เยาวชนรุ่นหลังได้ สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นใต้ต่อไป 

     
        
          ครูภูมิปัญญาไทยคือบุคคลเจ้าของภูมิปัญญาหรือผู้นำภูมิปัญญา ต่างๆ มาใช้ประโยชน์ จนเกิดผลสำเร็จ มีผลงานดีเด่น เป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ที่สามารถถ่ายทอด เผยแพร่ เชื่อมโยงคุณค่าของภูมิปัญญาในแต่ละสาขานั้นๆ ให้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง สำหรับการสรรหาครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 7 ในปี 2554 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้เชิญครูภูมิปัญญาไทยรุ่นต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกสาขามาเป็นผู้สรรหาผู้ทรงภูมิปัญญา ใน 9 ด้าน ได้แก่ ด้านเกษตรกรรม ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม ด้านการแพทย์แผนไทย ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน ด้านศิลปกรรม ด้านภาษาและวรรณกรรม ด้านปรัชญา ศาสนา และประเพณี และด้านโภชนาการ โดยมีผู้สนใจส่งเอกสารเพื่อเข้ารับการคัดเลือกจากทั่วประเทศ จำนวน 477 คน และมีผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นครูภูมิปัญญา ไทย รุ่นที่ 7 จำนวนทั้งสิ้น 96 คน

2 พ.ย. 2554

0

บรรยากาศโนราโรงครู ที่ อ.ควนเนียง จ.สงขลา


               พิธีกรรมสำคัญ สำหรับคนใต้ที่นับถือ ตายาย (บรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย ที่ตายไปแล้ว คนใต้จะเรียกว่า "ตายาย" ) เมื่อใด ที่มีความทุกข์ หรืออยากให้ตนพบความสุข ความเจริญ ลูกหลานจะนึกถึง ตายาย และเชื่อว่าตายาย เป็นผู้ดลบันดาลให้ตน ได้รับผลตามที่ปรารถนา จึงได้มีการจัดพิธีกรรม โนราโรงครู เพื่อรำลึกถึงตอบแทนบุญคุณตายาย ที่ทำให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญ นั่นเอง
 
                พิธีกรรมนี้ นับวัน ยิ่งหาดูได้ยาก เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงแล้ว โนราผู้ประกอบพิธีกรรมต้องมีความรอบรู้ เป็นอย่างมาก และที่สำคัญ โนราผู้ประกอบพิธีกรรม จะต้องผ่านพิธีการ "ครอบเทริด" ( เครื่องประดับศรีษะ) หรือที่คนใต้ เรียกว่า โนราตัดจุกแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นโนรา ที่จบหลักสูตรโนราอย่างสมบูรณ์ มาเป็นผู้ทำพิธีกรรม โนราโรงครู เท่านั้น


                  ขั้นตอนสำหรับพิธีโนราโรงครู เริ่มต้นตั้งแต่การสร้างโรงโนรา ที่จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญๆ หลายอย่าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสาระสำคัญทั้งสิ้น เช่น การปลูกโรง ต้องเป็นโรงหลังคาหน้าจั่ว กว้าง ๔ คูณ ๕ เมตร ปลูกแบบไม่ยกพื้น หันหน้าไปทางทิศตะวันออก พื้นที่โรงแบ่งเป็นสองส่วน คือพื้นที่ด้านหน้าสำหรับประกอบพิธีกรรม และแสดง และที่พื้นที่ด้านหน้านั้น ด้านขวามือจะต้องเป็นที่ตั้งของ "พาไล" หรือหิ้งยาวสูงระดับสายตา ปูด้วยไม้กระดานสำหรับวางเครื่องเซ่น

                ด้านซ้ายมือซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพาไล มี "นัก" หรือ "พนัก" ทำจากเสาไม้ปักดิน ความสูงเหนือเข่าเล็กน้อย มีราวพาดด้านบนสำหรับให้ตัวแสดงนั่ง ความกว้างขนาดนั่งพร้อมกันได้ไม่เกินสองคน หันหน้าไปทางพาไลให้ตายายได้ชม ดังรูปบน นายโรงนั่งบนพนัก หันหน้าเข้าหาหิ้งตายาย

ในการสร้างโรงโนรา ทุกขั้นตอนจะไม่ใช้การตอกตะปู แต่จะใช้วิธีการมัด เหมือนการผูกมัด ผูกพัน ระหว่างตายาย กับลูกหลาน นอกจากนี้ ภายในโรงยังต้องมีสัญลักษณ์อีกมากมาย ที่ช่วยเชื่อมโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณเข้าด้วยกัน ซึ่งจะขาดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว เช่น "เพดาน" ผ้าขาวสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่กว่าผ้าเช็ดหน้าเล็กน้อย ห้อยลงมาจากเพดานจริง แล้วผูกสายสิญจน์โยงเข้าสู่หิ้งบูชาบรรพบุรุษบนบ้าน เพื่อให้วิญญาณบรรพบุรุษ ไต่ลงมาร่วมพิธีภายในโรง

และเมื่อถึงเวลา ทำพิธีเชิญตายาย นายโรงจะเรียกสมาชิกในตระกูล ของเจ้าภาพทุกคนเข้ามานั่งรวมกันในโรง เพื่อทำพิธีชุมนุมครู เชิญ "ตายาย" หรือผีบรรพบุรุษมาสิงสถิตบนสาดคล้าที่ปูไว้กลางโรง โนราร้องเชิญตายายตามรายชื่อที่เจ้าภาพเขียนมา โดยไม่ให้ตกหล่น เพราะหากเอ่ยชื่อไม่ครบ ตายายจะโกรธ และอาจมาลงโทษลูกหลานในภายหลังได้
 
การทำพิธีโนราโรงครู ของที่นี่ใช้เวลา 3 วัน โดยโนราจะเข้าโรงในตอนบ่ายวันพุธ ทำพิธีเชิญตายายมาชุมนุมภายในโรง ตกกลางคืนมีการร่ายรำโนราให้ตายายชม เช้ารุ่งขึ้น ทำพิธีไหว้ครู ตกบ่ายจึงเชิญตายายมาเข้าทรงพบปะลูกหลาน และรับเครื่องเซ่น และจะส่งตายายในวันศุกร์

หลังจากโนราทำพิธีไหว้ครูแล้ว จะเริ่มต้นแสดง ด้วยการรำบทครูสอน โดยการสอนท่ารำพื้นฐาน ๑๒ ท่าให้ชม เพื่อรำลึกถึงคุณครูและถือเป็นการถ่ายทอดการร่ายรำโนรา สู่เด็กรุ่นใหม่ต่อไป

ในระหว่างวันจะเป็นการแสดง ละครที่มีเรื่องราว ที่เป็นคติสอนใจ เช่น เรื่องพระรถเมรี ที่สอนให้เห็นว่าแม่ สำคัญกว่าเมีย , เรื่องไกรทอง ให้รู้พระคุณครูบาอาจารย์ หรือ เรื่องราว กฏแห่งกรรม ฯลฯ
ตัวละครที่เรียกเสียงหัวเราะ และเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของโนรา คือ "ตัวพราน" เพราะตัวพรานเป็นตัวตลกของคณะจะคอยแทรกมุขตลกโดยเฉพาะบทพูดสองแง่สองง่าม เรียกเสียงฮาจากคนดูได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ท่ารำของพรานยังมีเอกลักษณ์ เวลาพรานออกรำจะสวมหน้ากากที่เรียกว่า "หน้าพราน" หรือ "หัวพราน" เป็นหน้ากากครึ่งหน้า ไม่มีส่วนคาง หน้าพรานมีความสำคัญมาก เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคล
เมื่อโนราแสดงจับบทออกพรานจนครบ ๑๒ บท ก็จะเปิดโอกาสให้ทำ "พิธีเหยียบเสนเด็ก" ซึ่งเป็นพิธีกรรมดั้งเดิมโบราณ ที่จะช่วยให้เด็กหายป่วยจากโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายปาน ซึ่งเชื่อกันว่า การเป็นปาน หรือ เสน นี้ ผีเจ้าเสน เป็นผู้ทำให้เกิดขึ้น

ในสมัยก่อนการเป็นปานเช่นนี้ จะรักษาให้หายได้ยาก และปานจะมีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น ตามอายุ จะรักษาให้หายต้องให้ โนราโรงครูเป็นผู้เหยียบให้เท่านั้น ในวันงานที่เราไป มีพ่อแม่ นำเด็ก มาให้ โนราโรงครู เหยียบเสน รักษา 2 คน คนหนึ่ง เป็นปานที่ท้อง และอีกคนเป็นที่ กระหม่อม ( ลักษณะของปานเหมือนเป็นก้อนเนื้อสีแดง ใส )
ในการรักษา ก็คือการกำจัดผีเจ้าเสน โดยโนราจะต้องรำเฆี่ยนพราย ซึ่งเป็นท่ารำที่มีอำนาจมาก จะใช้เมื่อต้องการปราบหรือกำจัดอำนาจอื่น เช่น ต้องการปราบผี "เจ้าเสน"

โนราทำพิธีรักษา โดยการใช้นิ้วเท้าเหยียบลงบนเสนที่ตัวเด็ก ซึ่งจากภาพ เสนอยู่ที่ศรีษะของเด็ก ระหว่างที่เหยียบเสนเด็กนั้น โนราจะท่องคาถานะโม เพ่งจิตระลึกถึงคุณครู เพื่อให้พลังครูหมอส่งผ่านมายังร่างของตนและปราบผีเจ้าเสนได้สำเร็จ ในขณะที่ทำพิธี เด็กไม่ส่งเสียงร้องเลย แต่มีกริยา หัวเราะ เริงร่า ให้ได้เห็น ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ

เมื่อเสร็จพิธีเหยียบเสนเด็ก โนราเดินถือผ้าขาว เข้าไปที่หิ้งผีในบ้านเพื่อรับตายายลงมา พบปะลูกหลานในพิธีเข้าทรง หลังจากนั้นโนราจึงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้วพักกินข้าว ก่อนจะทำพิธีเข้าทรงต่อไป
สิ่งสำคัญของการทำพิธีโนราโรงครูนี้ นอกเหนือจากแสดงความกตัญญูกตเวที กับบรรพบุรุษแล้ว ก็คือ การที่ลูกหลานจะได้พบปะพูดคุย กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วหลายชั่วคน ผ่านร่างทรง โดยมีโนราผู้เชี่ยวชาญทางการร่ายรำ และไสยศาสตร์เป็นผู้ประกอบพิธี จุดมุ่งหมายหลักของการแสดงโนราในงานนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การให้ความบันเทิง เช่นมหรสพทั่วไป หากทำหน้าที่เชื่อมสายใย และผูกสัมพันธ์คนใต้ในโลกนี้ และโลกหน้าให้เป็นหนึ่งเดียว ในวัฒนธรรมถิ่นใต้ นอกจากงานบุญเดือนสิบแล้ว ก็มีงานโนราโรงครู ที่ญาติพี่น้องจะได้กลับมาไหว้ผีบรรพบุรุษ แบบพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นโอกาสดี ที่ได้มาร่วมงานนี้ ได้ถ่ายทอดเรื่องราว ความเป็นตัวตนของคนใต้ ที่มีความรักความผูกพัน กับบรรพบุรุษ ให้กับเพื่อนๆได้รับรู้กัน
 
ขอขอบคุณ ข้อมูลจากหนังสือสารคดี

19 ต.ค. 2554

0

ความเชื่อครูหมอโนรา พ่อทวดพรานบุญ เหตุใดจึงขลังนัก


clip_image006
(นี่คือหน้าพราน สีแดงนั้นคือตัวแทนของครูหมอมโนราห์ฝ่ายชาย
สีขาวนั้นเป็นตัวแทนของครูหมอมโนราห์ฝ่ายหญิง--->เรียกว่าหน้าทาสี)

          สังคมไทยนั้นให้ความสำคัญกับครูมาตั้งแต่โบราณ เพราะเชื่อกันว่าครูคือผู้ที่ช่วยประสิทธิ์ประสาทความรู้ สร้างคนให้เป็นคน มีบุญคุณเป็นอันดับรองต่อจากบิดามารดา ศาสตร์ทุกศาสตร์จึงมีพิธีกรรมเกี่ยวกับการไหว้ครู เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการกตัญญุรู้คุณ ไม่ว่าจะเป็นสังคมโรงเรียนที่มีการไหว้ครู ทุกๆที่ โขนละครก็เป็นนาฏศาสตร์ที่มีพิธีการไหว้ครูที่เกี่ยวเนื่องกับมหาเทพ และมีสถาบันคนชั้นฟ้าที่เราหวงแหนมาร่วมพิธี เพราะได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการไหว้ครูในพิธีนี้

          สังคมชาวใต้ก็เช่นกันครับ จะมีการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ เรียกว่า ครูหมอ ในพื้นที่ 14 จังหวัดจะมีการันบถือครูหมอ มีให้เห็นอยู่โดยทั่วไป ครูหมอที่ดูจะโดดเด่นที่สุดคือครูหมอมโนราห์ เพราะนี่เป็นศาสตร์แห่งแผ่นดินของชาวใต้ อีกทั้งคนที่มีเชื้อสายมโนราห์จะรู้กันดีว่า ครูหมอมโนราห์นั้นมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหนือคำว่าวิทยาศาสตร์อยู่ไม่น้อย
มโนราห์เป็นศาสตร์ แห่งการร่ายรำ การร้องและไสยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตมาตั้งแต่สมัยโบราณ เชื่อกันว่ามโนราห์นั้นเกิดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุทธยา โดยเกิดที่แรก แถบลุ่มทะเลสาปสงสขลา โดย ได้รับอิทธิพลแนวคิดมาจากศาสนาพราหมณ์ ถูกกาลเวลาผสมผสานเอาความเชื่อทางพุทธและความเชื่อดั้งเดิมของชาวใต้มารวม กัน จนตกผลึกทางวัฒนธรรมกลายเป็นความงามที่เชิดชูความเป็นด้ามขวาน

clip_image008
(นี่คือหน้าพรานอันเป็นตัวแทนครูหมอมโนราห์ที่ยังไม่ได้รับการทาสีและตกแต่ง)
         
          ในสมัยกรุงธนบุรี หลังจากกรุงศรีแตก นั้น พระเจ้าตากสินทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของศิลปะการแสดงของบ้านเมือง จึงได้ส่งชาววังมาสืบวัฒนธรรมที่ นครศรีธรรมราช ซึ่งสมัยนั้นเป็นประเทศราชที่ไม่ได้รับความเสียหายจากสงคราม ตอนนั้น ครูโขนที่มาจากรกรุงธนบุรี กับครูมโนราห์ทางใต้ได้ร่วมสอบ ความตรงกันทางด้านวัฒนธรรม จนเสร็จสิ้น ใน ตำราครูโขนละคร จึงได้น้อมนำเอาครูมโนราห์มาเป้นตัวแทนครูชาตรี (ละครนอก) ในการครอบครู เศียรที่ได้รับเลือกคือ เศียรพ่อแก่ เทริดมโนราห์ (มงกุฎมโนราห์) และเศียรพระพิราพ

          จากจุดนี้ ทำให้เห็นว่าครูหมอมโนราห์นั้นมีศักดิ์ที่ใหญ่ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในลำดับรองลงมาจากมหาเทพ อย่างพระอิศาวร พระพรหม เป็นต้น หากงานใดไม่มีการนำเทริดมโนราห์มาร่วมพิธี จะถือว่างานครอบครูนั้นไม่สมบูรณ์ เพราะขาดตัวแทนของครูละครนอก

          ทำไมวันนี้สังคมชาวใต้ยังคงมีครูหมอ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่เคยเลือนหายไปไหน เพราะชาวใต้รู้ดีว่า หากเพิกเฉย ไม่สนใจ ไม่นับถือ แล้วแรงครู จะทำให้บังเกิดอาถรรพ์ และความเป็นไป ต่างๆ เช่น อยู่ๆก็สามารถทำให้เกิดความเจ็บป่วยที่ศาสตร์การแพทย์ปัจจุบันไม่สามารถรักษาให้หายได้ หรือแม้แต่ สามารถทำให้เกิดอาการวิกลจริต แก่สมาชิกครอบครัวได้ แต่เมื่อ ทำพิธีขอขมา และหันมาใส่ใจนับถือ เพทภัยเหล่านั้นก็จะหายไป เรื่องราวของความศักดิ์สิทธิ์นี้หากจะเล่ากันคงไม่วันจบสิ้น เพราะครุหมอนั้นสามารถบันดาลให้เกิดเพทภัยได้ 108 ประการ พื้นที่ที่มีการนับถือครูหมอมโนราห์อย่างเข้มข้นก็ไดแก่ ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา
clip_image010

แล้วครูหมอนั้นคือใคร

          ครูหมอนั้นก็คือ บรรพชนที่เคยมีชีวิตในอดีต แต่เมื่อละสังขารไปแล้ว ยังคงปกปักรักษาลูกหลาน ครูหมอประเภทนี้จะเรียกว่า ตา-ยาย ครูหมอบางประเภทนั้นเป็นครูที่เคยสอนศิลปะใดๆแก่ศิษย์ และศิษย์ก็น้อมมานับถือเมื่อท่านละสสังขารไป ครูหมอพวกนี้ได้แก่ ครูหมอมโนราห์ ครูหมอหนังตลุง ครูหมอช่างเหล็ก ครูหมอปืน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีครูหมอที่เกิดจากเรื่องเล่าในตำนานการเกิดมโนราห์ เหล่านี้จะเรียกว่าราชครูโนรา ได้แก่ พ่อขุนศรัทธา แม่ศรีมาลา แม่ศรีคงคา พ่อเทพสิงหร พระยาสายฟ้าฟาด พระยาโถมน้ำ พระยาลุยไฟ พรานบุญ เป็นต้น ราชครูนั้นคือคนในตำนานที่มียศถาบรรดาศักดิ์นั้นเอง
clip_image012

(นี่คือพิธีโนราโรงครู เป็นการไหว้ครูมโนราห์ ที่เข้มขลังด้วยความศักดิ์สิทธิ์)
         
ครูหมอนั้นเป็นเหมือนศูนย์รวมความศรัทธาในเครือญาติของชาวใต้ จึง ไม่น่าแปลกใจว่าทำไม คนใต้จะเป็นคนที่มักจะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม อย่างเช่นสังคมชาวใต้หน้าราม หรือแม้แต่ในชุมชนทางภาคใต้เอง ทุกๆ สาร์ทเดือนสิบคนใต้ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็จะต้องกลับมาบ้านเพื่อเข้าร่วมพิธีเซ่น ไหว้ครูหมอ และร่วมทำบุญอุทิศบุญกุศลให้ ครูหมอ ปู่ย่าตายาย ผู้ล่วงลับ ครูหมอจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอานุภาพในการรวมกลุ่มคนของชาวใต้ให้เข้มแข็งและมั่นคง


นี่คือวีดีโอ การทรงครูหมอมโนราห์ ดูแล้วน่ากลัวมากครับ แต่ก็ขลังดี

นี่คือส่วนหนึ่งของโนราโรงครูที่ร่ายรำด้วยหนุ่มใต้รูปงาม

นี่เป็นพิธีเดินหงส์ (จังหวะของเพลง ที่ออกมาในลักษณะคล้ายหงส์เดิน) เป็นการออกไปหยั่งเชิง ไอ้ชาละวัน

ตามท้องเรื่องนิทานไกรทอง ที่เอามาเล่นประกอบการทำพิธีไหว้ครูของมโนราห์

12 ต.ค. 2554

0

จิตศรัทธาย่อมเกิดผล ร่วมกันสร้าง พ่อท่านคล้าย ใหญ่ที่สุด


      IMAG1225
                         
                  ประกาศบอกบุญแก่พุทธชนทุกท่าน "พระครูปลัดเสนอ อนังคโน" แห่งวัดบ้านทุ่งเสรี หัวหมาก รามคำแหง ซอย 24 กรุงเทพฯ เชิญผู้ใจบุญสละทุนทรัพย์สร้าง “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์” องค์ใหญ่ที่สุด ณ วัดสวนพระหินเขาโพธิ์ อ.บางสะพานน้อย  จ.ประจวบคีรีขันธ์     
IMAG1230
พระครูปลัดเสนอ อนังคโน
                             "พระครูปลัดเสนอ อนังคโน"  ท่านเป็นชาวอำเภอฉวาง จ.นครศรีธรรมราช บวชแล้วศึกษาพุทธาคมกับพ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ จากนั้นก็ศึกษากับหลวงพ่อสงฆ์ วัดศาลาลอย และในเวลาต่อมาหลวงพ่อเสนอได้ เรียนกับหลวงปู่โต๊ะ ที่วัดประดู่ฉิมพลี เป็นเวลา 12 ปี หลวงปู่โต๊ะละสังขาร บรรดาศรัทธาญาติโยมจึงได้นิมนต์ให้ท่านมาพัฒนาวัดร้างทุ่งแม้นเขียน หรือวัดบ้านทุ่งเสรี หัวหมาก รามคำแหง ซอย 24 กรุง เทพฯ ใช้เวลาไม่นานนักจากวัดที่รกร้างจนเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองที่เห็นในปัจจุบันนี้ ท่านมีความศรัทธาในพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์มาก จึงจัดสร้างองค์พ่อท่านคล้ายที่ใหญ่ที่สุด ท่านใดมีจิตศรัทธาร่วมกันทำบุญช่วยกันสร้าง ติดต่อหลวงพ่อโดยตรงได้ที่เบอร์ 081-9374575 , 089-9822429

IMAG1229
โทรติดต่อท่านโดยตรง
IMAG1223
องค์พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ณ บริเวณใต้โบสถ์ วัดบ้านทุ่งเสรี

10 ต.ค. 2554

0

พื้นที่และความหมายในโรงโนรา


  โนรา 2
       
              อาจกล่าวได้ว่า ในพิธีโนราโรงครู พื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร ภายในโรงโนราจัดเป็นพื้นที่ที่สำคัญมากที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่วิญญาณบรรพบุรุษ จากโลกหน้ากับลูกหลานในโลกนี้มาพบปะพูดคุยกันได้ ขั้นตอนต่าง ๆ ในการปลูกสร้างและตกแต่งโรง เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ที่สื่อความหมายถึงการเชื่อมต่อระหว่างโลกทั้งสอง
 
              เริ่มจากที่ตั้งโรงจะต้องอยู่ใกล้บ้านเจ้าภาพ เพื่อเชื่อมสายสิญจน์จากหิ้งบูชาภายในบ้าน มายังโรงโนรา หน้าโรงควรหันไปทางทิศที่ไม่ใช่ทิศตะวันตก และต้องมีพื้นที่ว่างสำหรับให้ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านได้นั่งชม หากไม่มีพื้นที่ตามลักษณะดังกล่าว อาจขออาศัยพื้นที่ของเพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ได้

              แม้ว่าปัจจุบันการปลูกโรงสำหรับแสดง เพื่อความบันเทิง จะวิวัฒนาการรูปแบบจากโรงติดพื้น เป็นยกพื้นสูง เพื่อให้คนดูมองเห็นผู้รำได้ในระยะไกล แต่สำหรับพิธีโรงครู การปลูกโรงยังคงมีรูปแบบและเนื้อหาแบบดั้งเดิม คือ เป็นโรงหลังคาหน้าจั่ว กว้าง ๔ คูณ ๕ เมตร ปลูกแบบไม่ยกพื้น ปูพื้นโรงด้วยเสื่อกระจูด หันหน้าไปทางทิศตะวันออก พื้นที่โรงแบ่งเป็นสองส่วน คือพื้นที่ด้านหน้าสำหรับประกอบพิธีกรรม และแสดง พื้นที่ด้านหลังใช้เป็นที่พักและแต่งตัว มีฉากท้องพระโรงเป็นม่านกั้นอาณาเขต

              พื้นที่ด้านหน้านั้น ด้านขวามือเป็นที่ตั้งของ "พาไล" หรือหิ้งยาวสูงระดับสายตา สานด้วยไม้ไผ่หรือปูด้วยไม้กระดานสำหรับวางเครื่องเซ่น ด้านซ้ายมือซึ่งอยู่ตรงข้ามกับพาไล มี "นัก" หรือ "พนัก" ทำจากเสาไม้ปักดิน ความสูงเหนือเข่าเล็กน้อย มีราวพาดด้านบนสำหรับให้ตัวแสดงนั่ง ความกว้างขนาดนั่งพร้อมกันได้ไม่เกินสองคน หันหน้าไปทางพาไลให้ตายายได้ชม

              ส่วนด้านหลังม่านซึ่งเป็นที่พักผู้แสดง จะยกพื้นสูงขึ้นมาประมาณ ๒ ศอกสำหรับให้ผู้แสดงเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และนอนพักในตอนกลางคืน ตามคติดั้งเดิม ถือกันว่าโรงโนราเปรียบเสมือนบ้านของโนรา หากไปแสดงโรงครูที่ไหน โนราทุกคนจะต้องนอนในโรง และนายโรงคือผู้มีอำนาจสูงสุด ในการควบคุมไม่ให้สมาชิก ในคณะทำอะไรผิดธรรมเนียม และกำจัดผีอื่น ไม่ให้เข้ามาสร้างความวุ่นวายตลอดพิธีกรรมนี้
              นอกจากนี้ ภายในโรงยังต้องมีสัญลักษณ์อีกมากมาย ที่ช่วยเชื่อมโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณเข้าด้วยกัน ซึ่งจะขาดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว อาทิ "เพดาน" ผ้าขาวสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่กว่าผ้าเช็ดหน้าเล็กน้อย ห้อยลงมาจากเพดานจริง แล้วผูกสายสิญจน์โยงเข้าสู่หิ้งบูชาบรรพบุรุษบนบ้าน เพื่อให้วิญญาณบรรพบุรุษ ไต่ลงมาร่วมพิธีภายในโรง หรือ "สาดคล้า" ทำหน้าที่แทนแผ่นดินของโลกวิญญาณ ซึ่งโนราจะทำพิธีเชิญมาชุมนุมในวันแรกและส่งกลับในวันสุดท้าย โนราจะต้องระมัดระวังไม่ให้สาดคล้าผืนนี้พลิกเปิดขึ้นมาเพราะจะทำให้วิญญาณ ตายายไม่มีที่อยู่ แม้ว่าปัจจุบันชาวบ้านจะนำเสื่อกระจูด มาใช้แทนสาดคล้าของจริง ที่สานจากต้นคล้า เนื่องจากต้นคล้าหายากขึ้น  แต่ถ้าเป็นไปได้ชาวบ้านก็ยังนิยมใช้ "สาดคล้า" เพื่อสื่อถึงความหมายเดิม เช่นเดียวกับ "กระแชง" ซึ่งนำต้นเตยมาเย็บติดกันเป็นผืนเล็ก ๆ สื่อความหมายถึงเรื่องราวในตำนานโนราฉากพระธิดาถูกลอยแพออกจากวัง ระหว่างล่องแพนางต้องใช้กระแชงบังแดด ชาวบ้านจึงนำกระแชง มาวางบนจั่วหลังคาเพื่อแสดงเรื่องราวในตำนาน ปัจจุบันกระแชงของแท้ที่เย็บจากต้นเตยหายาก ชาวบ้านจึงนำผ้าพลาสติกมาวางบนจั่วแทน  แต่ยังคงเรียกกระแชงเหมือนเดิม เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้กาลเวลาและสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด แต่ตำนานโนรา ความเชื่อเรื่องตายาย ยังคงถูกถ่ายทอด ผลิตซ้ำ สู่คนรุ่นใหม่ในความหมายเดิม

              นอกจากพื้นที่ภายในโรงโนรา จะถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ในเวลากลางวันแล้ว ตกกลางคืนพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรแห่งนี้ ยังถูกเนรมิตเป็นเวทีเปิดตัวโนรารุ่นใหม่ และเป็นเวทีเผยแพร่ศิลปะการแสดง ของโนรารุ่นใหญ่ให้เลื่องลือไกล

29 ก.ย. 2554

0

เน้นย้ำ!!! ถึงทุกท่านที่บูชาครูพ่อทวดพรานบุญ



DSCF3928_(1)

วัตถุมงคลมงคลเวท “พ่อทวดพรานบุญ”

          มโนราห์พิทักษ์ พรหมวาส หรือ หมอเอก เมืองยะลา บอกเคล็ดลับการบูชาหน้ากากพรานบุญให้ทราบเป็นกรณีพิเศษแก่ชาวมนตราเวทว่า ควรบูชาด้วย "กล้วย" และ "น้ำเปล่า" จะดีมากๆ เพราะพรานบุญโปรดปรานกล้วมากกว่าอย่างอื่น แกอยู่ง่ายกินง่าย ไม่ทำให้ลูกหลานเดือดร้อน มีอะไรก็บนบอกกล่าวได้ตามอัธยาศัย

          มโนราห์ พิทักษ์ พรหมวาส “หมอเอก” ครูหมอมโนราห์จากปักษ์ใต้ นามนี้อาจไม่คุ้นหูของผู้คนในแวดวงพระเครื่องสายภาคกลาง แต่ด้วยภูมิความรู้ และวิทยาคมเวทย์คาถาของท่าน สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า…. นี่คือเพชรเม็ดงามแห่งวงการขลังที่เพิ่งถูกค้นพบ ! 

          “หมอเอก” หรือ มโนราห์ พิทักษ์ พรหมวาส เป็นศิษย์ครูไม แห่งช้างไห้ตก อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ที่ศึกษาพุทธาคมตั้งแต่เยาว์วัยและได้สืบทอดวิชามโนราห์รวมถึงการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ โดยได้เข้าร่วมสู่แวดวงของ “คนขลังสายใต้ ” มาตั้งแต่ปี 2547 ของดีของ “หมอเอก” ทุกรุ่นทุกแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตน และมีพุทธคุณทางมหาลาภ มหานิยม มหาเสน่ห์ และมีพิธีกรรมการปลุกเสกแบบโบราณ โดยการนำมวลสารเข้าโบสถ แล้วสวดถอนสิ่งอวมงคลออกก่อน แล้วจึงลงธาตุกำเนิด ดินน้ำลมไฟและวิญญาณ ก่อนที่จะลงอักขระลงหัวใจทั้ง 108 เมื่อสำแร็จแล้วจึงเรียก “หัวใจยันต์” แค่นี้ก็สุดยอด !

          แต่…. หมอเอกบอกว่า การกระทำขนาดนั้นถ้าจะเปรียบเทียบก็เพียงแค่สร้างรูปลักษณะอาการมาเท่านั้น ยังไม่มีความเป็นมงคลครบเครื่องแบบโบราณแท้จริง จะต้องนำเข้าพิธีสวดญัตติจตุถกรรม และพระปาติโมกข์ (ศิล 227 ข้อ) และ 7 ตำนาน 12 ตำนาน ตามเข้าไปด้วย เพราะเหตุนี้วัตถุมงคลของหมอเอกจึงขลัง ! ขมังนัก !
0

โนรากับความเชื่อไสยศาสตร์


clip_image001
      

          โนรามีความเชื่อหลายประการ ว่าความเชื่อเกี่ยวกับครูหมอโนรา ครูหมอโนราคือบูรพาจารย์และบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วบางทีเรียกตายายโนรา มีนางศรีมาลา พระเทพสิงหร พระยาสายฟ้าฟาด ตาพรานบุญ ตาหลวงคง ตาพรานอิทร์ นางแขนอ่อนนางเภา เป็นต้น โนราเชื่อว่าครูหมอเหล่านี้ยังผูกพันกับลูกหลานที่มีเชื้อสายโนรา ถ้าลูกหลานเพิกเฉยไม่นับถือ อาจเกิดเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะเรียกว่า “ครูหมอย่าง” แก้ไขได้ด้วยการบนบาน ด้วยความเชื่อนี้ทำให้เกิดพิธีกรรมโนราโรงครู เพื่อเชิญครูหมอมาเข้าร่างทรงรับเครื่องสังเวยและมีการรำถวาย

          ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ โนราสมัยก่อนจะมีหมอกบโรงไว้ทำหน้าที่ทางไสยศาสตร์คือกันฝ่ายตรงข้ามทำคุณไสย ถ้าถูกคุณไสยต้องแก้และบางครั้งต้องทำคุณไสยแก่ฝ่ายตรงข้ามด้วยความเชื่อเรื่องนี้เห็นได้ตั้งแต่ตอนเบิกโรงมีการกันโรง ตอนแต่งตัวมีการชุบราศี ผูกขี้ผูกเยี่ยว เสกแป้งสร้างเมตตามหานิยม ตอนรำมีการรำเฆี่ยนพราย เหยียมลูกมะนาว เป็นต้น

          ความเชื่อเรื่องอำนาจเร้นลับของโนรา ทั้งโนราและชาวบ้านเชื่อว่าโนราใหญ่ขณะทำพิธีโรงครู มีอำนาจพิเศษสามารถติดต่อกับวิญญาณภูติผีได้ สามารถกำราบทำลายสิ่งผิดปกติ บางอย่างที่เกิดจากอำนาจภูติผีได้ เช่นสามารถกำราบเจ้าเส้นที่เกิดเป็นผื่นปานแดงบนผิวหนัง เป็นต้น

          อำนาจเร้นลับ ในคน สัตว์ สิ่งของมีความเชื่อเกี่ยวกับโนรา เช่น ความยำเกรง ต่อโนราที่มีอาคม ต่อสัตว์อย่างจรเข้ หรือต่อ “ผมผีช่อ” ของเด็กที่ถูกทำเครื่องหมาย กระจุกผมนี้หากตัดออกเองจะเกิดโทษภัยแก่ตัวผู้ตัด ต้องให้โนราตัดให้ ผมที่ตัดแล้วถือเป็นของขลังของเจ้าของผมเชื่อว่าสามารถกันอันตรายได้

          ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องดนตรี เชื่อว่าเทริดและหน้ากากพรานเป็นของสูง ห้ามกรายหรือใส่เล่น โนราสมัยก่อนเมื่อสวมเทริดแล้วจะไม่ยกมือไหว้ผู้ใด เพราะถือว่าเป็นการทำตนต่ำกว่าฐานะ เชื่อว่าภ้าใช้ไม้หวายตีผู้ใด ผู้นั้นจะเป็นบ้า เชื่อว่าถ้าข้ามกรายเครื่องดนตรีจะเกิดอัปมงคล

clip_image002

เทริดโนรา
clip_image003

หน้ากากพราน
          ความเชื่อเรื่องการถือเคล็ดและฤกษ์ยาม การปลูกโรงจะไม่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเด็ดขาดเชื่อว่าจะทำให้โนราตกอับ หน้ากากพรานจะใช้ไม้พูด ไม้มะยมหรือไม้ยอ เชื่อว่าจะทำให้ผู้แสดงเป็นนายพรานพูดเก่ง ได้รับความนิยมจากผู้ชม เป็นต้น ส่วนเรื่องฤกษ์ยามปรากฏในพิธียกเครื่องออกเดินทาง เป็นต้น เมื่อจะออกจากบ้านไปแสดง นายโรงจะว่าคาถาเพื่อขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธ์ให้มาคุ้มครอง ปราศจากอันตรายและให้ผู้พบเห็นเกิดความรักความสงสาร ความนิยมชมชอบ บางคณะเมื่อออกนอกบริเวณรั้วบ้านจะบริกรรมคาถาปัดรังควานเสนียดจัญไรให้แก่บ้านเรือนอีกครั้ง

clip_image004

หน้ากากพรานที่ทำมาจากไม้ยอ
          พิธีถีบหัวควายเป็นการฆ่าควายเพื่อเซ่นผีแซง เป็นการแก้บนผีแซงที่ไม่มารบกวนพิธี โดยใช้อาคมในการปลิดชีวิตควาย ไม่เพียงแต่เป็นพิธีกรรมสำหรับผู้ที่มีเชื้อสายโนรา หากแต่ชาวบ้านทั่วไปก็ได้อาศัยอาศัยการบนบานขอความช่วยเหลือจากครูหมอโนราด้วยเช่นกัน เมื่อได้ตามประสงค์ก็มีการจัดพิธีโรงครูเพื่อเซ่นไหว้แก้บนได้ คนในชุมชนเองก็อธิบายว่าโนราโรงครูมีวัตถุประสงค์เพื่อไหว้ครูหรือไหว้ตายายโนรา ถือเป็นธรรมเนียมที่ต้องแสดงความกตัญญูแก่ผู้ประสิทธิประสาทวิชาโนราต่อทอดต่อ ๆ กันมา เพื่อแก้บนต่อครูบรรพชนผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือ “แก้เหมรย” และทำพิธีอื่น ๆ เช่นเหยียบเสน ตัดจุก ตัดผมผีช่อ ผูกผ้าปล่อย ครอบเทริด ฯลฯ และเพื่อครอบรับโนราใหม่ถือเป็นกิจกรรมอันเป็นมงคลของศิลปิน การจะเป็นโนราได้ต้องผ่าน “พิธีครอบเทริด” หรือ “ผูกผ้าใหญ่” หรือ “แต่งพอก”

          ผมผีช่อ คำว่า “ช่อ” แปลว่า “ผูก” จึงหมายความว่าผมผีผูก ทำให้งอกออกมาจับตัวกันเป็นกระจุกตั้งแต่แรกคลอดอยู่บนศีรษะ เชื่อว่าเป็นการกระทำของผี ถ้าตัดออกเองจะเกิดโทษภัย ต้องให้โนราตัดให้ในพิธีเข้าโรงครู ผมที่ตัดแล้วจะถือว่าเป็นของขลังสำหรับผู้เป็นเจ้าของผม สามารถกันอันตรายได้ การตัดผมผีช่อจะทำก่อนพิธีส่งครู โดยให้ผู้ที่เป็นผมผีช่อ นั่งกลางโรงโนรา ประนมมือถือดอกไม้สีขาวสามดอก โนราใหญ่จะรำ “ท่าสามย่าง” หรือ “ท่าย่างสามขุม” เข้าไปหา แล้วใช้มีดตัดผมผีช่อออก การตัดจะตัดถึงหนังศีรษะและตัดครั้งเดียว มอบผมให้เจ้าของเก็บไว้ จากนั้นโนราต้องรำให้ครบ 12 ท่า เป็นเสร็จพิธี เชื่อว่าหลังจากตัดแล้วผมที่งอกมาใหม่จะไม่เป็นกระจุกอีก

          เสนเป็นปานแดงชนิดหนึ่งที่ขึ้นยริเวณใบหน้า ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นการกระทำของผีที่ชื่อ “เจ้าเสน” ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ต้องให้โนราทำพิธีเหยียบให้ในงานโรงครู เชื่อว่าเสนจะหาย หากไม่หายก็ให้ทำซ้ำอีก เสนจะหายในที่สุด ถ้ามีสีดำหรือเรียกว่าเสนดำ ถ้ามีสีแดงเรียกเสนทอง

clip_image005

พิธีกรรมเหยียบเสน
          เสนติดมากับตัวรักษาไม่ได้เว้นแต่จะทำในพิธีโนราโรงครู ซึ่งจะทำก่อนพิธีส่งครู ผู้ส่งจะต้องเตรียมขันน้ำ หมาก พลู ธูป เทียน ดอกไม้ มีดโกน หินลับมีด เงินเหรียญ เครื่องทอง เครื่องเงิน หญ้าคา หญ้าเข็ดมอนและรวงข้าว แล้วนั่งกลางโรงโนรา โนราใหญ่จะเอาขันพร้อมด้วยมีดโกน หินลับมีด เครื่องเงิน เครื่องทอง หญ้าคา หญ้ามอน และรวงข้าวแล้วทำพิธี ลงอักขระขอมลงที่หัวแม่เท้าของโนราใหญ่ เอาหัวแม่เท้าจุ่มลงในขัน ยกขึ้นรมควันเทียนแล้วใช้หัวแม่เท้านั้นเหยียบเบา ๆ ลงบริเวณที่เป็นเสนพร้อมกับบริกรรมคาถา “นะสูญ โมสูญ พุทธสูญ ธาสูญ ยะสูญ อุบาทว์ทั้งมูลสูญด้วยนะโมพุทธายะ” แล้วเอาเท้าไปแตะมีดโกน เพ่งจิตระลึกถึงครูเสน ขอให้หายเสน ทำเช่นนี้ 3 ครั้ง โนราบางคนก่อนที่ใช้เท้าเหยียบเสนจะใช้หัวพลูลงอักขระขอมที่เสนแล้วเอาเหรียญทาบบนเสนนั้น ใช้หัวแม่เท้าเหยียบกดบนเหรียญ ภาวนา 3 ครั้ง แล้วสลัดให้เหรียญหลุดออก เชื่อว่าเสนจะหาย หากไม่หายก็ทำซ้ำอีก เสนจะหายไปในที่สุด

clip_image006

โนราใหญ่กับเครื่องประกอบพิธีเหยียบเสน
เครื่องในถาดประกอบด้วยเช่น ธูปเทียน ดอกไม้ หมาก พลู ขันน้ำ มีดโกน หินลับมีด
เงินเหรียญ เครื่องเงิน ทอง หญ้าคา หญ้าเข็ดมอน รวงข้าว
clip_image007

โนราระดับนายโรง, ลงอักขระที่หัวแม่เท้าก่อนเหยียบเสน
clip_image008

หลังจากเอานิ้วเท้าเหยีบลงในถาดพิธีแล้ว ก็ลนเปลวเทียน
 
clip_image011

เชื่อกันว่า เสนเม็ดนูนแดง ๆ นี้จะค่อย ๆ จางหายไ

28 ก.ย. 2554

0

ความเชื่อเรื่องผี ในวัฒนธรรมโนรา


               ความเชื่อเรื่องครูหรือครูหมอโนรา
              “ครู” ตามความหมายของโนรามีสองความหมาย ความหมายแรกคือ ผู้สอนวิชาการร้องรำโนราแก่ตนเอง หรือแก่บรรพบุรุพของตน เช่น แก่ปู่หรือแก่บิดาเป็นต้น ความหมายที่สอง หมายถึง บรรพบุรุษหรือผู้ให้กำเนิดโนรา ความหมายนี้เรียกอีกอย่างว่า “ตายายโนรา”  และนับเป็นครูต้น “ครูต้น” คือบรมครูต้นสายผู้ให้วิชาโนราสืบทอดมา
               ครูต้นของโนรามี 12 องค์ เรียก “สิบสองหัวช้างสิบสองหัวเชียก” ครูเหล่านั้นมีความสำคัญดั่งหัวช้าง และเป็นครูรุ่นแรกที่เรียกว่า “หัวเชียก” (เชือก) เช่น พระยาสายฟ้าฟาด พระเทพสิงหร ขุนศรัทธา แม่นวลทองสำลี แม่ศรีมาลา แม่แขนอ่อนเป็นต้น
              ครูหมอโนรายังรวมถึงบรรพบุรุษของโนราที่เคยเป็นโนราในอดีต ซึ่งเรียกว่าตายายโนรา ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นทั้งลูกศิษย์และลูกหลานของครูต้นด้วย เนื่องจากตำนานกำเนิดโนรานั้น ความรู้ของโนราเป็นความรู้ของเทพยดาที่มาบังเกิดในร่างของมนุษย์และสั่งสอนกันสืบมา ดังนั้นคนที่เป็นโนราจึงอาจจะถือได้ว่าเป็นผู้มีโนราในอดีตที่ล่วงลับไปแล้ว รวมถึงเทพที่เป็นครูโนราอยู่ในสายโลหิตของตน โนราในละแวกเดียวกันจึงถือว่าพวกตนเป็นพี่น้องกัน สามารถนับญาติถึงกันหรือสำนวณใต้ที่เรียกว่า “สาวย่านถึงกัน”  ได้อย่างน้อยก็ในทางหลักการ              
              ความเชื่อเรื่องตายายที่ล่วงลับไป
              จะมีการจัดพิธีเพื่อตายายเพราะเชื่อกันว่าจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ลูกหลาน เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเอาใจบรรพบุรุษที่ดูแลปกป้องรักษาลูกหลานตลอดจนได้ช่วยแก้ไขความทุกข์ยากในกรณีต่าง ๆ โดยมีนายโรงโนราเป็นผู้ดำเนินพิธี มีเจ้าของงานเป็นผู้เข้าร่วมพิธีและคนในชุมชนเป็นผู้ชม ในการดำเนินพิธีกรรมมีความสะเทือนใจที่ลึกซึ้งแฝงอยู่ประหนึ่งรสที่ได้ชมจากการแสดง มีทั้งตลก ตื่นเต้นและสะเทือนใจ
              ตามปกติแล้วโนราโรงครูคือพันธสัญญาระหว่างคนเป็นกับคนตาย ที่ตกลงกันไว้กับตายายผ่านทางร่างทรง ซึ่งเป็นคนในสายตระกูลที่ถูกเลือกโดย “ตายาย” ให้ทำหน้าที่เป็นร่างผ่านทุกคราวที่ทำพิธีจนกว่าจะสิ้นอายุขัย
              การตกลงจัดพิธีกับตายาย นั้นตกลงกันเมื่อมีการจัดพิธีในครั้งก่อนว่าจะจัดครั้งต่อไปเมื่อใด ซึ่งอาจมีระยะห่างในการประกอบพิธีแต่ละครั้งไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับพันธสัญญา เช่น ทุกปี ปีเว้นปี ทุกสามปี ทุกเจ็ดปี หรืออาจนานกว่านั้น แต่จะละเลยไม่ได้เพราะมีความเชื่อกันว่าจะมีอันเป็นไป โนราจะเชิญตายายมาทรงทีละคน ๆ จนหมด นับแต่ตายายตั้งแต่บรรพบุรุษ ขุนศรีศรัทธาและศรีมาลาจนถึงญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว

1858-15
พิธีกรรม จะถือเอาตายายของตนเป็นเป้าหมายหลัก มีนายโรงโนราเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมและจัดการละเล่นเพื่อเอาอกเอาใจ การเล่นร่ายรำโนราในโรงพิธีนี้เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์สามารถรักษาโรคภัย ไข้เจ็บหรือขับไล่เคราะห์ต่าง ๆ ออกได้ โดยการปกปักรักษาจาก “ครูหมอตายาย” 


1858-13

โนรา โรงครู จึงเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความเชื่อที่มีบทบาทต่อวิถีชีวิตและสังคมของชาว ภาคใต้โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโนราและผู้มีเชื้อสายโนรา
โดยมีฐานความเชื่อว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ตาย ไปแล้วนั้นแท้จริงยังไม่ได้ไปไหน
ยังอยู่คอยปกปักรักษาชีวิตของลูกหลาน
ไว้อยู่รอดปลอดภัยดี มีความมั่งคั่งมั่นคง
ตายายเหล่านี้จะมีโอกาสมาพบลูกหลานได้โดยมีโนราโรงครูเป็นพิธีกรรมที่ทำหน้าที่เปิดประตูปรโลกกับปัจจุบันให้บรรจบกันภายในโรงพิธี

 
1858-17

บ้าน ไหนที่มีการรำโนราห์ จะมีญาติพี่น้องในครอบครัว และเหล่าเพื่อนบ้านในชุมชน จะเข้ามาช่วยงานกัน ใครมีอะไรก็จะเอามาช่วยเหลือจุนเจือกัน สำหรับครูหมอมโนราห์ ถือว่าเป็นความเชื่อของคนในชุมชน สิ่งที่ได้จากความเชื่อเหล่านี้คือความรักความสามัคคีในครอบครัว และคนในชุมชน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอื้ออาทรต่อกัน เกิดเป็นความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ยั่งยืน

27 ก.ย. 2554

0

หน้ากากพรานบุญ กับความศักดิ์สิทธิ์


             
logo small
           

               หน้าพรานเป็นหน้ากากสำหรับตัว "พราน" ซึ่ง เป็นตัวตลก ใช้ไม้แกะเป็นรูปใบหน้า ไม่มีส่วนที่เป็นคาง ทำจมูกยื่นยาว ปลายจมูก งุ้มเล็กน้อย เจาะรูตรงส่วนทื่เป็นตาดำ ให้ผู้สวมมองเห็นได้ถนัด ทาสีแดงทั้งหมด เว้นแต่ส่วนที่เป็น ฟันทำด้วยโลหะสีขาว หรือทาสีขาว หรืออาจเลี่ยมฟัน (มีเฉพาะ ฟันบน) ส่วนบนต่อจากหน้าผากใช้ขนเป็ดสีขาวติดทาบไว้ทำเป็นผมหงอก ซึ่งเวลาพรานออกรำจะสวมหน้ากากที่เรียกว่า "หน้าพราน" หรือ "หัวพราน" นี้ แต่ถ้าเป็นตัวตลกหญิงจะทาสีขาวหรือสีเนื้อ เรียกว่า "หน้าทาสี"

payslip_20100720174301
                                                                            

               หน้าพรานมีความสำคัญและอำนาจในทางศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อยไปกว่าเทริดของโนรา เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคล เห็นได้จากในช่วงเข้าทรงตายาย มักเรียกลูกหลานให้เข้ามารำพรานเพื่อความโชคดี สันนิษฐานว่า สาเหตุที่หน้าพรานมีความสำคัญเทียบเท่ากับเทริดของโนรา ก็เนื่องมาจากในอดีต "พราน" เป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อสังคมยุคเก็บของป่าล่าสัตว์ เป็นผู้มีสรรพวิชาอาคมมาก และก่อนที่ชาวบ้านจะรับวัฒนธรรมโนราเข้ามา ชาวบ้านเคยรำพรานในพิธีโรงครูอยู่แล้ว พรานจึงเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี และชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเทียบเท่าโนรา เห็นได้จากตำแหน่งของ "หน้าพราน" หากยังไม่ได้นำมาสวม จะต้องวางบนพาไล ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับบูชาใกล้กับเทริดของโนราเท่านั้น

พรานบุญ ศักดิ์สิทธิ์


               เกี่ยวกับเมตตามหานิยมมาจาก ช่วงออกพรานเป็นช่วงเวลาที่โนราจะได้สื่อสารกับคนดูอย่างใกล้ชิด อาณาเขตของพื้นที่แสดงไม่ได้จำกัดเฉพาะภายในโรง แต่ขยายสู่พื้นที่ของชุมชน ในละแวกบ้านเจ้าภาพ ตัวละครบางตัวออกไปแสดงอยู่นอกโรง ซึ่งสังเกตุได้ว่าพรานจะเป็นที่รักของคนทั้งหลาย คนสาว คนแก่ โดยเฉพาะเด็กๆชอบมากจะยืนส่งเสียงหัวเราะเชียร์อยู่ใกล้ ๆ


พรานบุญ
0

บทสรุป ปฐมบท กำเนิดโนรา



โนรา
        

               บทความนี้เป็นบทสรุป ปฐมบทกำเนิดมโนราห์ ซึ่งข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือและมีหลักฐานบันทึกไว้ชัดเจน ดังข้อมูลดังนี้

               1.กรณีชื่อเรียกการละเล่นชนิดนี้เอาเป็นยุติได้ว่า เดิมเรียก “ชาตรี” พบคำนี้เก่าสุดในโคลงเรื่องสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ร.1) พระนิพนธ์ของกรมหมื่นศรีสุเรนทร์ ว่ามีละครชาตรีเล่นในงาน จากนั้นก็มีการเรียกชาตรีเรื่อยมา เช่นในบทพระราชนิพนธ์อิเหนาในรัชกาลที่ 2 ตอนอภิเษกอิเหนาและราชบุตรราชธิดาสี่พระนครว่า “ชาตรีล้วนมีแต่ชาวตลุง ชัดกันนุงตามถนนแห่งกรวดลาว” ต่อมาในมโนหรานิบาตฉบับวัดมัชฌิมาวาส สงขลา ซึ่งบอกว่าเขียนเสร็จ พ.ศ.2411 เรียก “มโนราชาตรี” ดังความตอนเล่นมหรสพในพิธีสมโภชพระสุธนนางมโนราห์ ว่า “มโนราห์ชาตรี ร้องบทเมรี ชมสวน ชานสมร รำเมื่อกินเหล้า เคล้าคลอชวนนอน ลักยาพาจร เมรีมัวเมา” ในบทร้องโนราก็พบคำ “ชาตรี” และ “โนราชาตรี” ได้ทั่วไป เช่น ตำนานว่า “ก่อเกื้อกำเนิดคราเกิดชาตรี” หรือ “ว่าแรกเริ่มเป็นชาตรีเริ่มเดิมทีขุนศรัทธา” ดังกล่าวมาตอนต้น สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ กล่าวว่า “ในฎีกาของวัดต่าง ๆ ที่มีมาก่อน พ.ศ. 2490 ถ้ามีการประชันโนรามักใช้คำว่า ชาตรีประชันโรง” แม้กระทั้งในปัจจุบันโนราอาวุโสทั้งหลายก็ยังเรียกขานโนราว่า “ชาตรี” กันอยู่บ้าง แต่จะไม่มีคำว่า “ละครชาตรี” ในภาคใต้

               ศัพท์คำว่า “ชาตรี” สันนิษฐานกันหลายทาง เช่น

               กรมพระยายริศรานุวัติวงศ์ ทรงกล่าวว่า ชื่อที่เรียก “ละครชาตรี ” เห็นจะตั้งขึ้นใน กรุงเทพ เป็นแน่ พวก “โนรา” นอกจากเล่นเรื่องแล้วก็มักเล่นแสดงวิชาเข้าไปด้วยมีการลุยไฟเป็นต้น เราจึงตื่นกันเรียกละครพวกนั้นว่า “ละครชาตรี” หมายความว่า ละครมีเวทมนต์อย่างเดียวกับคำว่า “คงกะพันชาตรี” อันคำว่า “ชาตรี” นั้น องค์ธานีเอาหนังสือซึ่งสมาคมค้นวิชาประเทศไทย (สยามสมาคม) เขาวินิจฉัยไว้ดังนี้

               ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวว่า “ชาตรี” เพี้ยนมาจากคำว่า “ยาตรี” หรือ “ยาตรา” แปลว่าเดินทางท่องเที่ยวไป ใช้ละครเร่ในอินเดีย

               เต็มศิริ บุณยสิงห์ และเจือ สตะเวทิน กล่าวว่า ชาตรีน่าจะมาจาก “กษัตริยะ” หรือ “กษัตริย์” ในภาษาสันสกฤต ในอินเดียดีละคร “ฉัตรียะ” พระเอกเป็นกษัตริย์เราออกเสียง “ฉัตรียะ” ไม่ถนัด จึงออกเสียงตามสะดวกเป็น “ชาตรี”

               ต่อมาชาตรีนิยมแสดงเรื่อง พระสุธน-นางมโนราห์ จึงเรียก “มโนราห์ชาตรี” แล้วกร่อนเป็น “โนราชาตรี” บ้าง “มโนราห์” บ้าง แล้วกลายเป็น “โนรา” ในที่สุด โดยคำว่า “มโนราห์” มักเป็นคำที่คนทางภาคกลางเรียกกัน ส่วนทางภาคใต้จะเรียก “โนรา” เป็นพื้น

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

               2. กรณีที่มาของโนรา จากความคิดเห็นแต่ละที่มาที่กล่าวมาแล้วในปฐมบทกำเนิดมโนราห์แต่ละตำนาน สรุปได้เป็น 2 พวก พวกหนึ่งเห็นว่า โนราเกิดขึ้นทางภาคใต้แล้วแพร่ขึ้นสู่ภาคกลาง เป็นต้นแบบของละครไทย และอีกพวกหนึ่งเห็นว่าโนรารับสืบทอดมาจากภาคกลาง

               จากการพิจารณาหลาย ๆ ด้าน มีข้อสังเกตุดังนี้

               1) จากการเก็บข้อมูลภาคสนาม พบว่าเรื่องราวเกี่ยวกับโนรา ไม่ว่าจะเป็นตำนานโนรา และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกัน บทกลอนเก่า ๆ ของโนราโดยเฉพาะบทกาศครู ตลอดจนการยอมรับนับถือครูหมอตายายโนรา ล้วนแต่รู้เรื่อง และปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายมากในจังหวัด พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกับทะเลสาปสงขลา ส่วนจังหวัดที่อยู่ห่างออกจากทะเลสาปออกไป ผู้คนจะรู้เรื่องและปฏิบัติกันเจือจางลงไป เช่น แถวจังหวัดชุมพร พวกโนราจะเล่าเรื่องราวได้กระท่อนกระแท่นมาก และมักอ้างมาจากพัทลุง การจับเอากลอนจากบทโน่นนิดนี่หน่อย มาผสมปะติดปะต่อกันจนเลอะเลือนพบได้โดยทั่วไป เช่นเดียวกับที่พบในบทไหว้ครูของละครชาตรีแถวเพชรบุรี จันทบุรี ตราด ซึ่งถ้าหากนำบทกลอนไหว้ครูมาเทียบกับกลอนโนราแถวสงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช แล้ว จะบ่งบอกได้ว่ากลอนที่กระท่อนกระแท่นนั้น เก็บตกมาจากบทใดบ้าง ข้อนี้ชวนให้คิดว่าโนราเกิดและรุ่งเรืองอยู่บริเวณรอบทะเลสาปสงขลามาก่อน แล้วแพร่กระจายสู่รอบนอก เหตุนี้เอง ตรงศูนย์กลางจึงยังเข้มข้นมากและห่างจากศูนย์กลางจะเจือจางไป

               2) จากบทไหว้ครูที่โนราเรียกว่า “บทกาศครู” ซึ่งใช้ร้องรำลึกถึงครูบาอาจารย์ และสิ่งศักสิทธิ์ทั้งหลาย ปรากฏชื่อสถานที่และชื่อบุคคลซึ่งล้วยแล้วแต่อยู่ในบริเวณลุ่มทะเลสาปสงขลาทั้งสิ้น เช่น
               เกาะสีชัง เกาะใหญ่ ดังตัวอย่าง
               “คลื่นซัดมิ่งมิตร               ไปติดเกาะสีชัง
               สาวน้อยร้อยชั่ง                เคืองคั่งมิตร
               จับจับระบำราร่อน             ที่ดอนเกาะใหญ่”

               เกาะสีชัง ชื่อนี้ยังมีปัญหา หลายที่ในบทกาศครูยังเรียกว่า “เกาะศรีกะชัง” บ้าง “เกาะกะชัง” บ้าง เยี่ยมยง สุรกิจบรรหาร กล่าวว่าคือบ้านกะชังอยู่ในเกาะใหญ่ทางด้านเหนือ (ปัจจุบันเกาะใหญ่เป็นตำบลอยู่ในท้องที่กิ่งอำเภอกระแสสินธุ์ จ.สงขลา) ส่วน สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ กล่าวว่าเกาะที่กล่าวถึงคือแหลมชันหรือแหลมกะชัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกาะใหญ่ในทะเลสาปสงขลา

ทะเลสาปสงขลา
 ด้านบนคือทะเลสาปสงขลาในปัจจุบัน ส่วนด้านล่างคือ ทะเล อ่าวไทย


               เรื่องนี้หากนำไปสัมพันธ์กับความที่ว่า ชาตรีเกิดขึ้นเมื่อคราว “เมืองพัทลุงเป็นราชธานี” แล้ว การลอยแพก็ย่อมลอยจากเมืองพัทลุง เส้นทางลอยแพก็ย่อลอยจากเมืองพัทลุง เส้นทางแพลอยตามอิทธิพลของลม “หลาตัน” ซึ่งพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แพก็จะเข้าสู่เกาะกะชังหรือเกาะใหญ่ได้พอดี

               สถานที่สำคัญอีกแห่งที่ชี้ให้เห็นว่าโนราเกิดขึ้นที่เมืองพัทลุงคือ ท่าแค ปัจจุบันเป็นตำบลอยู่ในเมืองพัทลุง ท้องที่ตำบลท่าแค มีตำนานเกี่ยวข้องกับโนรามากมาย เช่นเชื่อว่าขุนศรัทธาถึงแก่กรรมที่นี่ กระดูกฝังไว้บริเวณวัดท่าแค มีหลักปักหมายไว้เรียกว่า “หลักขุนทา”  ภายหลังพวกโนราปลูกต้นโพธิ์ ณจุดที่ฝั่งอัฐิ พวกโนราจะมาบูชาต้นโพธิ์นี้ประจำทุกปีในช่วงพิธีโรงครูวัดท่าแค มีศาลขุนศรัทธา ในพิธีโรงครูจะไม่มีการส่งครู (ผิดกับท้องที่อื่น ๆ ) เพราะเชื่อว่าครูหมอสิงสถิตอยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นบ้านของครู ในตำบลท่าแคมี “โคกขุนทา” เป็นเนินดินสูง กว้าง 1 ไร่เศษ อยู่ในหมู่ที่ 5 เชื่อว่าเป็นบริเวณที่ขุนศรัทธาตั้งโนราหัดให้แก่ศิษย์ เป็นต้น

               อย่างไรก็ตาม บทกาศครูบางสำนวนจะร้องเป็น “ศรัทธาท่าแพ” โดยเชื่อต่างกันไป เช่น เชื่อว่าบริเวณท่าแค เดิมเป็นท่าจอดเรือแพ บางพวกเชื่อว่า ท่าแพคือบ้านท่าแพ จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เท่าที่ตรวจสอบข้อมูลที่บ้านท่าแพ นครศรีธรรมราชไม่มีเรื่องราวเล่าขานกันแต่อย่างใด

               สิ่งที่ผู้คนแดนใต้นับถืออีกอย่างคือ ทวด คือผู้มีบุญวาสนาที่ล่วงลับไปแล้ว วิญญาณสิงอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง เป็นที่เคารพบูชาของผู้คน ปรากฏอยู่มาก เช่น ทวดหุม รักษาปากน้ำ เมืองสงขลา สวดเกาะ เกาะสี่เกาะห้า ในทะเลสาปสงขลา ทวดโอ เชื่อว่าเป็นผู้สร้างวัดนาโอ ต.ร่มเมือง พัทลุง ทวดชัยสุริวงศ์ ท่าแค พัทลุง ทวดขามเฒ่า ต.ร่มเมือง พัทลุง ทวดนางเรียม ประจำคลองนางเรียม ซึ่งเชื่อมระหว่างทะเลน้อยกับทะเลสาปสงขลา เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์กับโนราทั้งสิ้น

               3) ในพิธีโนราโรงครูซึ่งเป็นพิธีเชิญครูหมอตายายโนรา (บรรพบุรุษซึ่งเป็นโนรา หรือครูโนราตั้งแต่รุ่นครูเรื่อยมา) มารับการบูชาด้วยการรำถวายและถวายเครื่องสังเวยของชาวบ้านในภาคใต้ พบว่าวิญญาณที่ชาวบ้านนับถือ และเชิญมาเข้าทรงคือครูต้นโนรา ดังปรากฏชื่อในตำนาน (และอาจจะมีวิญญาณอื่น ๆ อีกส่วนหนึ่ง เช่นพ่อทวดพรานบุญ) และครูหมอตายายโนราแต่ละองค์ก็มีประวัติที่สอดคล้องกันเป็นส่วนใหญ่ทุกชุมชน ผิดเพี้ยนกันเฉพาะส่วนปลีกย่อย กรณีเช่นนี้ชวนให้คิดว่าทายาทโนรามีการบอกเล่าขานเกี่ยวกับครูของเขามาตลอด ความเข้มข้นในการเล่าขานน่าจะเกิดจากชีวิตของบรรดาครูโนรามีความผันผวนสะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง ดังจะเห็นได้ชัดในบทกาศครู ประวัติของครูโนราจึงไม่จางหายไป ยิ่งมีการตั้งหิ่งบูชาครู มีการจัดพิธีโนราโรงครูอยู่ทั่วไป ประวัติของครูโนรายิ่งถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นประวัติของครูโนราจึงไม่ใช่เรื่องเล่าแบบสมอ้าง แต่น่าจะมีความจริงผสมอยู่เป็นส่วนมาก 

               4) นอกจากมีตำนานเล่าเรื่องราวของโนราโดยตรงแล้ว ยังมีตำนานและพิธีอื่น ๆ ในบริเวณลุ่มทะเลสาปสงขลาที่เกี่ยวข้องกับโนราด้วย เช่น นางเลือดขาว ซึ่งมีเรื่องราวในพงศาวดารเมืองพัทลุง ที่หลวงศรีวรวัตร เรียบเรียงขึ้นราว พ.ศ.2460-2461 นั้น พวกโนราเชื่อว่า นางคือคนเดียวกับแม่ศรีมาลา แต่เป็นคนละภาค ถือว่าเป็นครูโนราองค์หนึ่ง บางทีนางจะมาเข้าทรงในพิธีโนราโรงครูวัดท่าแค เมืองพัทลุง และเชื่อว่านางเป็นผู้สร้างวัดเขียนบางแก้ว อ.เขาสนชัย พัทลุง เหตุนี้พวกโนราส่วนหนึ่งจึงร่วมกันจัดประเพณีห่มผ้าเจดีย์พระธาตุวัดเขียนบางแก้ว หร้อมกับรำโนราถวายเป็นประจำทุกปีในวันเพ็ญเดือนสาม 


               อนึ่ง ที่วัดพะโคะ (วัดราชประดิษฐาน) มีรูปเคารพองค์หนึ่งเรียกว่า “ทวดหมลี” เชื่อว่าคือทวดทองสำลีหรือเจ้าแม่อยู่หัว นั่นเอง รูปที่เคารพนี้แต่งทรงเครื่องมงกุฏคล้ายเทริดโนรา ในประเพณีลากพระชาวบ้านจะอัญเชิญทวดหมลีขึ้นสู่บุษบกแล้วชักลากแห่ไป       

               เรื่องราวเหล่านี้ปฏิบัติกันสืบกันมานาน จึงน่าจะเป็นเครื่องแสดงอิทธิพลของโนราที่ฝั่งลึกและสืบทอดกันมาอย่างยาวนานและชัดเจน

               5) ข้อมูลที่บางท่านนำมาประกอบที่เป็นเหตุผลว่า โนรารับอิทธิพลมาจาก ชาตรีทางภาคกลาง อันได้แก้ธรรมเนียมในพิธีครอบ ซึ่งต้องปลูกโรงให้มีเสากลางโรง 1 เสา เรียกว่าเสามหาชัย หรือเสาพระเกตุ เสานี้พันผ้าแดง เป็นที่ผูกซองคลี และเป็นที่ประทับของพระวิสสุกรรม ซึ่งโนราก็ยึดธรรมเนียมนี้ด้วยนั้น จากการสอบถามโนราอาวุโสทั้งหลาย ต่างยืนยันว่า โนราไม่มีธรรมเนียมและความเขื่อดังกล่าว เสาโนราถ้าห่มผ้าแดงเนื่องมาจากการบนเอาไว้เท่านั้น คำว่า เสามหาชัย เสาพระเกตุ เป็นที่ผูกซองคลี และเป็นที่ประทับของพระวิสสุกรรม โนราไม่เคยได้ยินไม่เคยรู้จัก เรื่องราวดังกล่าวจึงเป็นธรรมเนียมของละครชาตรีของทางภาคกลางมากกว่า

               6) ในพิธีครอบละครของทางภาคกลาง  ใช้ขันสาครลายสิบสองนักษัตรคว่ำไว้กลางโรงตรงหน้าพระ ให้ผู้เข้าพิธีครอบนั่ง ธรรมเนียมนี้น่าจะรับมาจากธรรมเนียมของโนราภาคใต้ เพราะในพิธีครอบเทริดของโนรา ก็มีธรรมเนียมเช่นที่กล่าวมา ซึ่งยังปฏิบัติกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ ที่สำคัญลายสิบสองนักษัตรนั้น เป็นสัญลักษณ์ของหัวเมืองที่ขึ้นกัยเมืองนครศรีธรรมราชโบราณ มี 12 หัวเมือง แต่ละเมืองมีสัตว์เป็นตราประจำเมืองดังนี้ เมืองสายบุรี-ตราหนู เมืองปัตตานี-ตราวัว เมืองกลันตัน-ตราเสือ เมืองปาหัง-ตรากระต่าย เมืองไทรบุรี-ตรางูใหญ่ เมืองพัทลุง-ตรางูเล็ก เมืองตรัง-ตราม้า เมืองชุมพร-ตราแพะ เมืองบันไทยสมอ-ตราลิง เมืองสะอุเลา-ตราไก่ เมืองตะกั่วป่า-ตราหมา และเมืองกระบุรี-ตราหมู 


นคร โนรา


ตราประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นภาพพระบรมธาตุเปล่งรัศมีออกมาเป็น 12 นักษัตร


               7) ความในพระภะรตเบิกโรง พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังที่เคยกล่าวแล้วใน ปฐมบทกำเนิดโนรา ตอนภูมิข้อคิดเห็นกำเนิดโนรา ของ สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ น่าจะเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่เชื่อได้ว่า ท่ารำของโนราเป็นแบบแผนท่ารำละครภาคกลาง ทั้งนี้เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเชี่ยวชาญในเรื่องการละครอย่างยิ่ง หากไม่ทรงมั่นพระทัยคงจะไม่ทรงกำหนดให้พระภะรตกล่าวแก่ศิษย์ว่า “เราจะรำ ให้เจ้าจงจำให้มั่น ถ้ารำได้ รำตามกันก็ยิ่งดี เพราะท่าเหล่านี้เป็นท่าแบบละครโบราณ” เป็นแน่


khunupphatham01
มโนราห์พุ่มเทวา หรือ ขุนอุปถัมภ์นรากร


โนรา ร 6
นักแสดงโนราสมัยรัชกาลที่ 6

              จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้กล่าวน่าจะเป็นมูลเหตุให้เชื่อได้ว่า โนราเกิดขึ้นจากทางภาคใต้แล้วแพร่หลายไปทางภาคกลาง ดำรงสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ขอขอบพระคุณข้อมูลดี ๆ จาก หนังสือเรื่อง "โนรา" ของ รศ.อุดม หนูทอง หวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงเป็นประโยชน์ต่อท่าน  ๆ สืบไป

Post & Comment

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม