adyim.com
  • หน้ากากพ่อทวดพรานบุญ รุ่นเสน่หารุมรัก

    หน้ากากพ่อทวดพรานบุญ มโนราห์ พิทักษ์ พรหมมวาส (หมอเอก) สร้างตามศาสตร์ไสยเวทย์ครูหมอโนราห์แบบโบราณ ประจุพลังครูพ่อทวดพรานบุญขลังนัก มีสองพิมพ์ให้เลือก เล็ก-ใหญ่ (พิมพ์ใหญ่ประมาณหัวแม่มือ พิมพ์เล็กย่อมลงมาหน่อย) พิเศษที่พิมพ์ใหญ่ บรรจุ โกเมน เสริมวาสนาบารมี ส่วนพิมพ์เล็ก ฝังตะกรุด เสน่หารุมรัก เป็นเมตตามหาเสน่ห์

  • สีผึ้งสาริกาคู่คืนรัง (พ่อกาแม่กามหาเสน่ห์)

    สีผึ้งสาริกาคู่คืนรัง(พ่อกาแม่กามหาเสน่ห์)ไม้กาฝากกาหลง ตำหรับมโนราห์ พิทักษ์ พรหมวาส (หมอเอก) ท่านจัดสร้างไว้นานแล้วและปลุกเสกมาโดยตลอด ทำพิธีลงหัวใจสาริกา ที่สีผึ้งสาริกาคืนรังนี้เองทุกคู่ พร้อมทั้งยังอัญเชิญ ทวดพรานบุญ มาในพิธี เพิ่มพลังให้เข้มขลังมายิ่งขึ้นสีผึ้งสาริกาคู่คืนรังนี้เด่นไปทางด้าน เมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ ค้าขาย เหมาะสำหรับพ่อค้าแม่ขาย นักร้อง นักแสดง ผู้ทำงานให้บริการต่าง ๆ เพราะเมื่อพกบูชาติดตัวแล้ว จะพูดจาสิ่งใดมีแต่คนเชื่อถือ คนรักใคร่ เป็นที่เมตตาต่อผู้พบเห็น

  • พญางั่งมหาอุลลุม

    พญางั่งมหาอุลลุม ปลุกเสกโดยมนต์เนื้อหอมนาคเรียกโขลง ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์เรียกผู้คนมาห้อมล้อม มโนราห์ พิทักษ์ พรหมมวาส ตั้งใจปลุกเสกให้เข้มขลังทรงพลังเต็มที่ ประจุมนต์ลงใน “พญางั่งมหาอุลลุม ” ให้มีพลังเสน่ห์แรงกล้า จะเป็นเสน่ห์เมตตากับคนทั่วไป แม้เพียงเห็นหน้าก็ให้ถูกชะตา ติดต่อการงานไม่มีพลาด ได้รับความช่วยเหลืออย่างคาดไม่ถึง มีแต่ผู้คนเอ็นดู พกติดตัวไปค้าขาย บอกราคาไปเถิดลูกค้าใจอ่อนซื้อไม่มีต่อรอง ค้าได้ขายดีมีกำไร พกติดตัวไปเที่ยวแหล่งใดเป็นเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามหลงไหลวนเวียนไม่ห่าง พกติดตัวไปต่างแดนติดต่อเจรจาการใดไม่มีติดขัด ผู้คนรอบข้างเจ้านายลูกน้องให้ความร่วมมือดีทุกประการ เสน่ห์เมตตารุนแรงสมเป็นของดีชั้นครู

  • คุณพ่อปลัดหัวทอง ตำหรับทวดพรานบุญ

    คุณพ่อปลัดหัวทอง ทำมาจากไม้พยุง มโนราห์ พิทักษ์ พรหมมวาส (หมอเอก) ทำการปลุกเสกพลังพุทธาคมเข้มขลังเอกอุสมบูรณ์พร้อม ลงทองเองกับมือทุกตัว ประจุพลังครู ทวดพรานบุญ ขลังยิ่งนัก ใช้แขวนเอว จะช่วยให้เงินทองไหลมาเทมาไม่ขาดสาย เสริมดวง โชคลาภ กันผีสาง งูเงี้ยวเขี้ยวขอ เป็นของดีที่เด่นมาก ลองนำไปบูชาติดตัวกันดู จะรู้เองเห็นเองในความขลังของครูสายนี้

  • น้ำมันสาริกาคู่คืนรัง (พ่อกาแม่กามหาเสน่ห์)

    น้ำตาปลาพยูน น้ำมันเสน่ห์จันทร์ น้ำมันหอมพ่อทวดพรานบุญ แป้งเสกมโนราห์ ว่านสาวหลง ว่านดอกทอง แป้งแม่ศรีมาลา น้ำมันตะเกียงไหว้ครูหมอ ทั้งหมดเป็นมวลสารมหาเสน่ห์ ตำหรับมโนราห์ พิทักษ์ พรหมวาส (หมอเอก) สำหรับตัวนกสาริกาคู่ ทำมาจากไม้รักซ้อน เสกอาการ 32 เสกหัวใจเปิดปากนก ตานก ด้วยคาถา พระพุทธเจ้าเปิดโลก อัญเชิญพ่อทวดพรานบุญในพิธีปลุกเสกให้เข้มขลังเอกอุ ใช้พกติดตัวเป็นมหาเสน่ห์ น้ำมันใช้เจิมหน้าผากกับแตะลิ้นก่อนออกจากบ้าน ใช้เจรจาขอความรักให้กลับคืน เชื่อมั่นศรัทธา ไม่ลังเล ย่อมเกิดผล ตามดวงจิตปรารถนา

  • เหรียญสาริกาคู่คืนรัง (พ่อกาแม่กามหาเสน่ห์)

    เหรียญสาริกาคู่คืนรัง ตำหรับมโนราห์ พิทักษ์ พรหมวาส (หมอเอก) เสกอาการ 32 เสกหัวใจเปิดปากนก ตานก ด้วยคาถา พระพุทธเจ้าเปิดโลก อัญเชิญพ่อทวดพรานบุญในพิธีปลุกเสกให้เข้มขลังยิ่ง พุทธคุณสูงใช้ดีทาง เมตตามหานิยม-มหาเสน่ห์ มหาระลวย ใช้เจรจาขอความรักให้กลับคืน บันดาลโชคลาภ วาสนา เป็นที่รักชอบของผู้ที่ได้พบเห็น เจรจาพาทีไพเราะเสนาะหูจับจิตจับใจแก่ผู้ที่ได้ยินได้ฟังให้หลงใหลคล้อยตาม วัตถุมงคลของ หมอเอก ทุกชิ้นรับประกันความแท้ เชื่อมั่นศรัทธา ไม่ลังเล ย่อมเกิดผล ตามดวงจิตปรารถนา

มโนราห์ พิทักษ์ พรหมวาส (หมอเอก) จ.ยะลา

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไสยศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไสยศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

24 พ.ย. 2554

0

กรณีศึกษาไสยเวท ตอน ศรัทธา จิตมั่น ไม่สงสัย



       

               อย่างที่เคยกล่าวไว้ในเนื้อหาบทความที่ผ่าน ๆ มา เรื่องของการเรียนวิชาไสยเวทให้มีประสิทธิผลนั้น ต้องมีความศรัทธาสูง มีจิตมั่น ไม่ลังเลสงสัย ทางผู้เขียนเองจึงขอยกกรณีศึกษา ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบและเข้าใจอย่างแจ่มชัด โดยจะนำเอาประสบการณ์ที่ผู้เขียนที่ประสบมาให้ท่านผู้อ่านไปทราบตามนี้


                ช่วงชีวิตวัยรุ่นของผู้เขียนเองนั้นมีความศรัทธาในเรื่องไสยเวท ชอบในศาสตร์ของการสักยันต์เป็นอย่างมาก ได้เห็นพิธีกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ เช่น พิธีกรรมการเลี้ยงผีบรรพบุรุษ การเข้าทรงเพื่อติดต่อกับญาติที่ลวงลับไปแล้ว การใช้คาถาของคนสมัยก่อน เป็นต้น จึงมีความเชื่อเรื่องเหล่านี้เป็นทุนเดิม  ผู้เขียนเองเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ เริ่มจากการถามเพื่อน ๆ ว่ามีครูบาอาจารย์ที่ไหนบ้างที่สักยันต์ มีเพื่อนคนหนึ่งบอกให้ไปที่วัดนางเหลียว อ.เกาะคา จ. ลำปาง ใกล้ ๆ กับบ้านของผู้เขียนเอง เมื่อถึงที่วัดจึงพบกับหลวงพ่อรูปหนึ่ง เห็นแล้วดูขลังมากในวินาทีแรก เพราะ ท่านมีลายสักยันต์พอสมควร และมีแววตาที่ดูแน่วนิ่งน่าเกรงขาม ท่านถามว่ามาหามีธุระอะไร จึงตอบไปว่า ต้องการมาสักยันต์กับท่าน ท่านก็เลยให้ไปที่หลังโบรถ์เพื่อทำการสักยันต์ครอบครูให้ จากวันนั้นทางผู้เขียนเองก็แวะเวียนไปหาท่านเป็นประจำเพื่อสักยันต์และขอเรียนถาคาอาคม


                ผ่านไป 2  ปี มีอยู่วันหนึ่งไปแวะเวียนหาท่านเช่นเคย ท่านเห็นว่าเป็นลูกศิษย์มานาน แต่ยังมีข้อสงสัยในวิชาไสยเวทอย่างมาก ท่านจึงบอกให้นำขวดแก้วมา 1 ใบแล้วนำขวดแก้วนั้นทุบให้แตก เลือกเศษแก้วที่คมที่สุดมาให้ท่าน จากนั้นท่านก็บริกรรมคาถา แล้วนำเศษแก้วนั้นกรีดที่แขนท่านไปมาหลายครั้ง แต่ไม่ปรากฏว่าแขนมีรอยแต่อย่างใด ทางผู้เขียนเองรู้สึกอึ้ง ทึ่ง เสียว อย่างมาก ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นท่านก็สอนวิชาให้ เรียกว่าวิชากันคมแก้ว โดยบอกว่าให้ทำจิตให้ตั้งมั่น ไม่สงสัยในวิชา ภาวนาคาถา 4 ตัว แล้วเป่าคาถาไปยังเศษแก้ว เมื่อสอนวิชาให้เรียบร้อยท่านก็ให้ทดสอบกับแขนผมเองเลย สภาวะจิตตอนนั้นของผู้ขียนเองตอนนั้นนอกจาก อึ้ง ทึ่ง เสียว อย่างที่บอกส่งผลทำให้จิตตก เลยกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะทำ และในใจเองก็ยังคิดว่าถ้าเข้าละจะทำไง ทำใจอยู่นานแต่สุดท้ายก็ทดสอบทำดู ผลปรากฎเป็นอย่างไรรู้ไหมครับท่านผู้อ่าน ผู้เขียนนำเศษแก้วที่คม ๆ มากรีดแขนตัวเอง 3 ครั้ง ……..เข้าเนื้อเลยครับ เลือดนี่ไหลเป็นสายเลย ท่านพระอาจารย์เห็นเช่นนั้นจึงนำสีผึ้งมาบริกรรมคาถาแล้วทาที่แผลเลืดจึงหยุดไหล  หลังจากนั้นท่านจึงให้ทำอีกครั้ง เพื่อขจัดความสงสัยในตัวศิษย์ พระอาจารย์ท่านเน้นย้ำว่าให้ตั้งจิตให้มั่น แน่วแน่และอย่าสงสัย อย่ากลัว ทางผู้เขียนเองจึงลองดูอีกครั้งโดยทำสภาวะจิตให้ได้อย่างที่พระอาจารย์ท่านบอก ปรากฎว่าครั้งที่สอง แก้วที่กรีดลงบนแขนไม่ละคายผิวแต่อย่างใด อย่างมากแค่เป็นรอยยางบอน  จากวันนั้นเป็นต้นมาทางผู้เขียนเองจึงเชื่อในศาสตร์นี้อย่างไม่เคลือบแคลงใจ ทั้งยังเป็นประสบการณ์ที่ดีในเรื่องการศึกษาศาสตร์ไสยเวทต่อไป


                จากกรณีศึกษาข้างต้น ท่านผู้อ่านจะเห็นว่าการทำวิชาไสยเวทให้ขลังนั้น ต้องมี ศรัทธา จิตมั่น ไม่สงสัย จึงเกิดผล ติดตามกรณีศึกษาไสยเวทอื่น ๆ ได้ในตอนต่อไปครับ


+++บทความข้างต้นเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล+++

22 พ.ย. 2554

0

จำแนกประเภทของผู้เรียนไสยศาสตร์


          
           การเรียนไสยศาสตร์ให้สัมฤทธิ์ผลนั้น เป็นเรื่องของการฝึกจิตให้เกิดสมาธิผนวกกับอำนาจของแรงครูและศรัทธาของตัว ผู้เรียนเอง ตามหลักการแล้วเราสามารถจำแนกประเภทของผู้เรียนไสยศาสตร์ ได้สามประเภท ซึ่งจะเกิดสัมฤทธิ์ผลได้สองประเภทตามนี้

           ประเภทที่ 1 เรียกว่าพวกโง่ที่สุด คือมีการศึกษาวิชาไสยศาสตร์น้อย แต่มีศรัทธาสูง มีจิตมั่นในไสยเวท อาจารย์สั่งอะไรก็เชื่อตามนั้น ไม่ลังเลสงสัย สามารถเสกคาถาอาคมให้เกิดผลสำเร็จตามปราถนาได้ แสดงฤทธิ์ได้ จะยกตัวอย่างให้เข้าใจชัดเจนตามนี้  เกี่ยวกับ คำบริกรรมว่า "นะ โม พุท ธา แยะ"  มีพระรูปหนึ่งเรียนกรรมฐานจากพระอาจารย์ท่านหนึ่ง โดยให้บริกรรมว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" แต่พระรูปนั้น ท่านจำผิดว่า "นะ โม พุท ธา แยะ" เมื่อท่านเข้าไปบำเพ็ญเพียรในป่า ด้วยคาถา นะ โม พุท ธา แยะนี้ ท่านสามารถเนรมิตสิ่งต่างๆ ได้ สามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำบริกรรมที่ผิด แต่เพราะความศรัทธาและมั่นใจในตัวคาถาตลอดจนครูบาอาจารย์ จึงทำให้ท่านไม่มีความลังเลสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างจึงสัมฤทธิ์ผล จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคณะพระภิกษุเข้าไปธุดงค์ในป่า ไปพบภิกษุรูปนี้เข้า ท่านเองจึงเนรมิตสิ่งต่างๆ ถวาย ด้วยฤทธิ์ที่เกิดจากการบริกรรมพระคาถา "นะ โม พุท ธา แยะ" นี้เอง เพื่อเป็นการต้อนรับ ทำให้คณะพระธุดงค์เกิดความเลื่อมใส จึงถามว่า ท่านบริกรรมคาถาอะไรถึงได้เก่งขนาดนี้ พระองค์นี้จึงตอบว่า นะ โม พุท ธา แยะคณะพระธุดงค์ถึงกับตกใจ และตอบไปว่า ท่านท่องคาถามาผิดแล้วนะ อันที่จริงต้องท่องว่า นะ โม พุท ธา ยะต่างหาก พระรูปนี้ถึงกับจิตตกที่ตนท่องผิด เมื่อจิตมีความเศร้าหมอง การแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ จึงไม่เป็นผล ท่านเกิดความร้อนใจ จึงรีบออกจากป่าไปหาพระอาจารย์ที่เคยเรียนวิชามา เมื่อไปถึง ท่านจึงถามพระอาจารย์ว่า ผมท่องคำบริกรรมผิดหรือครับ ด้วยความฉลาดของพระอาจารย์ ท่านรู้ว่าถ้าตอบตรงๆ จะทำให้เสียหายใหญ่ จึงตอบว่า ที่ว่า นะ โม พุท ธา ยะนั้น เป็นตัวผู้ ที่ว่า นะ โม พุท ธา แยะนั้น เป็นตัวเมีย จะใช้อย่างไหนก็ได้เหมือนกัน ที่ตอบอย่างนี้ก็เป็นการรักษากำลังใจไม่ให้จิตตก เมื่อพระลูกศิษย์ได้รับคำตอบแล้ว รู้สึกดีใจ จึงรีบกลับเข้าไปในป่าอีกครั้งหนึ่ง ในเมื่อท่านเข้าใจว่าคำบริกรรมทั้งสองนั้นไม่ผิด จิตของท่านจึงไม่มีความกังวลใดๆ ความผ่องใสแห่งจิตจึงเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ไม่ว่าจะบริกรรมด้วยคาถาใดก็ตาม สามารถแสดงฤทธิ์ได้ทั้งนั้น ดังนั้น ความศรัทธาสูงและมั่นในพระคาถา จึงมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับผู้เรียน

           ประเภทที่ 2 เรียกว่าพวก เชื่อครึ่งๆ กลางๆ มีความลังเลสงสัยมาก กล่าวคือมีการศึกษามาก ทำให้ลังเลสงสัยในเรื่องจิตและวิชาไสยศาสตร์ กังวลว่าเสกแบบนี้แล้วจะเป็นไปตามคำสั่งอาจารย์จริงหรือเปล่า หรือเรียนวิชามาหลายแห่งแต่ข้อมูลที่ได้มาไม่เหมือนกัน เช่นเรียนวิชาเดียวกันแต่วิธีการต่างกัน ทำให้เกิดสงสัยในตัววิชา ส่งผลให้ความเชื่อมั่นลดลง และทำให้อำนาจจิตลดลงด้วยเช่นกัน  คนประเภทนี้จึงเรียนให้สัมฤทธิ์ผลได้ยาก นอกจากจะพัฒนามาเป็นประเภทที่ 3

           ประเภทที่ 3 เรียกว่าพวกฉลาดที่สุด พวก นี้มีความเข้าใจเรื่องจิต เรื่องคุณพระ รักพระพุทธเจ้า รักครูบาอาจารย์จริงๆ เข้าถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า รู้ที่มาของอักขระตัวคาถา ว่ามาจากไหน เหตุใดตัวคาถาไม่กี่ตัว จึงมีอิทธิปาฏิหาริย์มากนัก เข้าถึงความมหัศจรรย์แห่งจิต สามารถสัมผัสพลังคุณพระได้ จิตจึงไม่มีความลังเลสงสัย เพราะได้ทำการค้นคว้าหาเหตุผลอยู่ตลอดเวลาจนเข้าใจ และเข้าถึงคุณพระ สามารถเสกคาถาอาคมให้เกิดผลสำเร็จตามปราถนาได้ แสดงฤทธิ์ได้เหนือล้ำกว่าประเภทแรก และมีความพิศดารมากกว่า

21 พ.ย. 2554

0

ความเข้าใจผิดในวิชาไสยศาสตร์ ที่คนทั้วไปไม่รู้



                   เหตุที่ต้องกล่าวถึงเรื่องนี้เพราะสมัยนี้คนไม่เข้าใจวิชาไสยศาสตร์ โดยเฉพาะไสยศาสตร์ด้านเสน่ห์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นศาสตร์ลามก ที่จริงแล้วผู้ปฎิบัตินั้่นแหละลามก ตัววิชาไม่ได้ลามกเสื่อมเสียเลย เพราะคนทั้งหลายไม่รู้และเข้าใจในวิชาต่างๆเหล่านี้ จึงต้องเสียตัวเสียเงินให้กับหมอเสน่ห์ ที่ไม่มีคุณธรรมเป็นจำนวนมาก มีทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ทั้งลือกันไปต่างๆ นานา ว่าถ้าฝึกวิชาไสยศาสตร์มากๆ แล้วจะเป็นบ้าบ้าง ร้อนวิชาบ้าง เป็นเหตุให้คนทั้งโลกประณามวิชาไสยศาสตร์ว่าเป็นเดรัจฉานวิชา ทั้งที่จริงๆแล้วเดรัจฉาน แปลว่า ขวาง เดรัจฉานวิชาจึงแปลว่าวิชาที่ขวางทางไปพระนิพพาน กล่าวถึงที่สุดคือเรียกว่าอวิชชา คือความไม่รู้ ทั้งที่จริงๆ แล้ววิชาที่ไม่เป็นเดรัจฉานวิชานั้นมีเพียงวิชา สมถะกรรมฐานและวิชาวิปัสสนากรรมฐาน เพียงสองวิชาเท่านั้น ที่จะทำให้สัตว์โลกไม่ติดกับกิเลส ไม่ติดในกองทุกข์ และไม่ติดอยู่ในโลก ส่วนวิชาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น วิชาคณิตศาสตร์ การเงิน การบัญชี วิทยาศาสตร์ กราฟฟิคดีไซด์ การทหาร ศิลปะศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้สัตว์ติดอยู่ในโลก ต้องคอยแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน หลงติดอยู่ในอำนาจ คอยแต่จะประหัตประหารกัน ทำร้ายซึ่งกันและกัน ข่มเหงรังแกมนุษย์ด้วยกันตลอดจนถึงสัตว์โลกชนิดอื่นๆ ก็ถูกมนุษย์รังแกอย่าง แสนสาหัส ซึ่งวิชาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเดรัจฉานวิชาทั้งสิ้น เป็นอวิชชาทั้งหมด เพราะทำให้สัตว์ติดอยู่ในโลกติดอยู่ในสงสาร วนเวียนแบบนี้เรื่อยไปนับเป็นกัปล์ เป็นอสงค์ไขย มนุษย์ทั้งหลายก็ยังคงสรรเสริญความรู้เหล่านี้ว่าดีเลิศประเสริฐศรี ปล่อยให้กิเลสมันหลอกอยู่อย่างนี้มาตลอด วิชาไสยศาสตร์เสียอีกที่ชักนำให้ต้องฝึกสมาธิ ใช้สมถะกรรมฐานเป็นบาทฐานแห่งพลังจิต เหมือนหลอกเด็กว่าจะให้กินขนม แต่ต้องกินยาเสียก่อน คือต้องฝึกสมาธิก่อนแล้วค่อยใช้คาถาอาคมจึงจะได้ผล ต้องทำจิตให้เข้าถึงคุณพระเสียก่อนจึงจะสามารถดึงแรงครูมาใช้ให้เกิดฤทธิ์ได้ สอนให้ศิษย์เจริญอานาปานสติภาวนามัยอยู่เสมอ ระลึกถึงคุณพระเสมอ จิตของศิษย์ก็จะอ่อนน้อมเข้าสู่กระแสธรรมเองโดยอัตโนมัติ และยิ่งมีกำลังสมาธิสูงมากเท่าไหร่ คุณธรรมในใจที่เพาะบ่มในใจก็จะเติบโตขึ้นมาเท่านั้น จนท้ายที่สุดก็จะละวางวิชาไสยศาสตร์ลงไปเองโดยปริยาย และจะฝึกเพื่อละวางกิเลสโดยตรงอย่างเดียว เท่าที่เห็นครูบาอาจารย์ทางไสยศาสตร์หลายๆท่านก็จะเป็นไปตามนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อ อ.ชุม ไชยคีรี,อ.ฟ้อน ดีสว่าง,อ.เทพย์ สาริกบุตร,หลวงพ่อกวย ชุตินธโร วัดโฆษิตาราม จ.ชัยนาท ฯลฯ เพราะว่าพระนิพพานเป็นปลายทางของทุกคน

19 พ.ย. 2554

0

หลักการใช้คาถาอาคมให้ขลัง


 ต่อไปนี้เป็นหลักการสำคัญในการที่จะทำให้มนต์คาถาของเรามีความขลังและใช้ได้

1. มีสมาธิ ไม่สนใจในสิ่งรอบข้างที่รบกวน  โดยมีใจมุ่งมั่นจดจ่อในคาถาที่ตนบริกรรมอยู่ และควรนึกสมาธิเป็นนิตย์เพื่อเป็นการเพิ่มพลังในเรื่องของอำนาจจิต

2. ปรุงแต่งจิต ให้เป็นไปตามชนิดของคาถานั้น ๆ  เช่น 
    -  คาถาเมตตามหาเสน่ห์มหานิยม  ต้องสร้างอารมณ์ให้เป็นเมตตา  ไม่แข็งกระด้าง  ไม่เหี้ยมเกรียม
    -  คาถาคงกระพันชาตรี  ต้องสร้างอารมณ์ให้ห้าวหาญ  และแข็งกระด้าง  เหี้ยมเกรียม  โดยยึดความกล้าเป็นอารมณ์
    -  คาถาแคล้วคลาด  ต้องสร้างอารมณ์ให้เป็นสมาธิอย่างแรงกล้า  และห้าวหาญ

3. ความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างแรงกล้า ในครูบาอาจารย์และคาถาอาคมที่ตนต้องการจะใช้ 
0

ภูมิวิชาไสยศาสตร์


            
            ไสยศาสตร์นั้นเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ  และยังมีคนมากมายในโลกที่ยังสงสัยว่า  "ไสยศาสตร์" นั้นคืออะไร  กำเนิดมาจากไหน  เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ยังคาใจของท่านทั้งหลายที่ต่างก็อยากรู้ในวิชาแขนงนี้ ฉะนั้นเมื่ออยากรู้จึงต้องเสาะหาผู้ที่รู้จริงซึ่งนั่นก็คือผู้ที่เรียนมาทางด้านนี้โดยตรง  ซึ่งมีมากมายหลายแขนงให้ศึกษาเกี่ยวกับความลี้ลับของวิชาไสยศาสตร์และผู้ที่จะเรียนรู้อย่างจริงจังนั้นจะต้องเป็นผู้มีความชอบหรือความรักทางด้านนี้โดยเฉพาะเท่านั้นจึงจะเรียนได้ และสามารถนำมาใช้ได้จริงจึงต้องมีความพยายามเป็นอย่าง
มากในการฝึกฝน

            เมื่อมาถึงตรงนี้เรามาเข้าเรื่องของวิชาไสยศาสตร์นั้น มี 2 ประเภท คือ

สายดำ คือ เดรัจฉาวิชา  เรียนแล้วนำไปใช้ในทางที่ผิดๆ  คือ  นำมาทำร้ายคนอื่นๆ ด้วยวิชาที่ตนมี เช่น  เสกหนังควายเข้าท้อง , ทำเสน่ห์ยาแฝด , ทำให้ผัวเมียเลิกกัน  โดยอาศัยเดรัจฉาวิชาคนพวกนี้เมื่อตายไป แล้วน่าสงสารอย่างยิ่ง  เพราะต้องตกนรกอเวจี  และต้องใช้กรรมเป็นอย่างมาก

สายขาว  คือ   วิชาพุทธคุณ  เรียนแล้วนำไปใช้ในการช่วยรักษาคนที่โดนกระทำด้วยคุณไสยศาสตร์ต่างๆ   โดยมีหลักของศีล 5 เป็นหลัก  วิชาพุทธคุณนี้ ช่วยผู้ที่ตกทุกข์  ร้อนใจต่างๆให้พ้นจากทุกข์  โดยใช้วิชาพุทธคุณในการช่วยเหลือ  ใช้คาถาต่างๆที่พระพุทธเจ้าท่านได้นำแสดงไว้มาใช้ให้เกิดความขลังในด้านต่างๆ เช่น ทำให้เกิดเป็นเมตตามหาเสน่ห์, มหานิยม, มหาอำนาจ, โภคทรัพย์  โดยการนำมาสักนำมาเขียน, นำมาเป่า, นำมาเสก ลงสู่ร่างกาย



คุณสมบัติของผู้ที่จะเรียนไสยศาสตร์ได้สำเร็จ คือ

1. เป็นผู้ที่มีความสนใจอย่างจริงจัง
2. ต้องมีความอดทนอย่างยิ่งยวด
3. ต้องเป็นผู้ที่เคารพครูบาอาจารย์อย่างที่สุด
4. ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนได้เรียนและได้ใช้อย่างไม่แคลงใจ

          ผู้ที่สนใจอยากศึกษาไสยศาสตร์  ท่านต้องมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในสิ่งที่มองไม่เห็น โดยต้องยึดหลักความจริงของพระพุทธศาสนามาเป็นหลักและต้องเชื่อเรื่องของกรรมดี-กรรมชั่วที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้ เพราะมันมีความเกี่ยวเนื่องกับวิชาไสยศาสตร์ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ผีสาง , เทวดา , เทพ , พรหมต่างๆ  ล้วนมีอยู่จริงในหลักธรรมคำสอนขององค์พระพุทธเจ้าทั้งสิ้น  และท่านที่จะเรียนวิชาไสยศาสตร์ได้นั้นต้องเป็น

          ผู้ที่ผ่านการฝึกจิต-สมาธิมาเป็นอย่างดี  จนสามารถนำพลังงานที่มีอยู่ในตัวและในโลกมาใช้ได้ในรูปแบบต่างๆ  เช่นดังพระเกจิอาจารย์ท่านต่างๆที่สามารถนำพลังงานต่างๆมาประจุลงเครื่องรางและของขลังต่างๆเพื่อใช้เป็นเครื่องป้องกันอันตรายที่จะมีแก่บรรดาลูกศิษย์ของท่าน และท่านทั้งหลายยังจะสามารถนำพลังงานที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิมาสำแดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ต่างๆ  เช่นดังที่มีอยู่ในตำนานเรื่องเล่าของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า  ที่ท่านสามารถเสกหัวปลีเป็นกระต่ายและเสกคนเป็นจระเข้ได้อย่างน่าแปลกใจ  ท่านที่ต้องการศึกษาไสยศาสตร์ ท่านต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ในคาถาอาคมต่างๆ และต้องเป็นผู้ใฝ่หาครูบาอาจารย์ที่จะมาให้คำแนะนำอย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับตนเองเพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่   ตนเอง หรือที่เรียกว่า ของเข้าตัว



 หลักวิชาไสยศาสตร์ทั้ง 4 สาย
ท่านผู้สนใจในวิชาไสยศาสตร์พึงจะต้องรู้จักหลักวิชาไสยศาสตร์ทั้ง 4 สาย  มีดังนี้
1. มฤคเวท  เป็นการสวดเพื่อสรรเสริญพระเจ้า
2. ยชุรเวท  เป็นการสวดอ้อนวอนพระเจ้า
3. สามเวท  ใช้สำหรับสวดมนต์ทำพิธีถวายน้ำโสม
4. อถรรพเวท  เป็นเวทมนตร์คาถาเรียกผีสางเทวดาให้มาช่วยป้องกันอันตราย
และมีการแก้อาถรรพณ์ต่างๆในวิชาอาถรรพณ์

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อถรรพเวทเป็นคัมภีร์ที่มีความสำคัญยิ่งและเป็นคัมภีร์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก 

คัมภีร์อถรรพเวทแบ่งออกเป็น 8 สายย่อยอีกด้วย  มีดังนี้

วิชาแก้โรคต่างๆ  อาคมประเภทนี้ใช้เป่ารักษาโรคต่างๆให้หายได้

วิชามหาประสาน  อาคมประเภทนี้ใช้เป่าบาดแผลให้ประสานเป็นเนื้อเดียวกัน
และยังสามารถใช้ประสานกระดูกได้อีกด้วย ในปัจจุบันยังมีคนนำวิชานี้มาใช้อยู่

วิชาสะเดาะ อาคมประเภทนี้ใช้เป่าสิ่งของให้หลุดออกจากกัน เช่น สะเดาะกุญแจ,
โซ่ตรวน, สะเดาะลูกในครรภ์ของมารดา แม้แต่ก้างติดคอก็ยังใช้อาคมบทนี้

วิชาป้องกันตัว  อาคมประเภทนี้ใช้เป่าปลุกเสกเครื่องรางของขลังต่างๆ เพื่อให้เกิด
ความเป็นคงกระพันชาตรี  ฟันแทงไม่เข้าคงทนต่ออาวุธทั้งปวง และให้แคล้วคลาด
จากอันตรายทั้งปวง

 5 วิชาแสดงปาฏิหาริย์  อาคมประเภทนี้มีความศักดิ์สิทธิ์สามารถสำแดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆได้
เช่น  ล่องหน, กำบังกาย, หายตัวดำดิน เดินบนน้ำและอากาศ, ย่นระยะทาง, ลุยไฟ, แปลงกาย 
ผู้ที่มีวิชานี้สามารถทำได้หลายอย่าง

วิชาคุณไสยทำอันตรายผู้อื่น อาคมประเภทนี้ใช้ทำร้ายผู้อื่นให้เจ็บและตายได้ แล้วแต่
ความต้องการของผู้กระทำหรือผู้จ้างวาน เช่น  เสกหนังควายเข้าท้อง, เสกมีดเข้าท้อง,
เสกตะปูเข้าท้อง, เสกกระดูกผีเข้าท้อง  เป็นต้น

วิชาแก้คุณไสยและแก้ภูตผีปีศา  อาคมประเภทนี้ใช้เป่าและแก้การถูกกระทำด้วย
ไสยศาสตร์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสกตะปู, มีด และกระดูกผี วิชานี้สามารถใช้แก้และรักษาได้

วิชาการทำเสน่ห์  อาคมประเภทนี้ใช้เสกเป่าสิ่งของและของกิน รวมทั้งคนให้มาหลงไหล
มารัก มาหลงตนเอง  เรียกวิชานี้ว่า  “  วิชาเมตตามหาเสน่ห์มหานิยม  ”

วิชาเหล่านี้มีความสำคัญต่างกันและผู้ที่จะเรียนวิชาไสยศาสตร์นั้นก็สามารถเลือกที่จะเรียนได้ตามที่ตนสนใจ แต่ควรรู้จักให้ครบทั้ง 8 สายวิชา  เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกัน


        
ไสยศาสตร์ที่มีบทบาทในประเทศไทยในอดีต

            เมื่อครั้งสมัยสุโขทัย  ไสยศาสตร์เข้ามามีบทบาทมากที่สุด เพราะยุคนั้นพระมหากษัตริย์และขุนนางต้องออกรบพร้อมกับทหาร รวมถึงการปกครองการบ้านการเรือนทั้งหมดต้องใช้ไสยศาสตร์ทั้งสิ้น เพราะไสยศาสตร์แยกเป็นหลายแขนง เช่น วิชาคงกระพันชาตรี, วิชาแคล้วคลาด,วิชาเมตตามหาเสน่ห์มหานิยม, วิชาเสน่ห์เล่ห์ , กลวิชาแต่งคน , วิชากำบัง  และอื่นๆอีกมากมาย

วิชาคงกระพันชาตรี  

         เขาใช้เมื่อเวลาจะออกรบ ผู้เป็นเจ้านายหรือผู้มีวิชาอาคมก็จะแจกเครื่องรางของขลังต่างๆทั้งตะกรุดผ้ายันต์และวัตถุมงคลต่างๆ บ้างก็ลงอักขระสักยันต์ลงตามร่างกายเป็นหมึกบ้างน้ำมันบ้าง  บางรายก็เขียนยันต์ลงตามร่างกาย บางรายก็เป่ายันต์ลงตามร่างกาย แล้วแต่ว่าใครจะเรียนมาแบบไหนก็จะใช้วิชาตามที่ตนเรียนมา  แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือ เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลแก่ตัวของผู้เข้าทำพิธีและเพื่อให้มีพลังงานมาประจุลงสู่ตัวของคนนั้นๆ เมื่อมีพลังงานมาประจุแล้วก็จะส่งผลให้เนื้อหนังมีความคงทนต่อคมอาวุธทุกประเภท จนมีดฟันแทงไม่เข้า แต่ถ้าจะทำให้ตายต้องใช้ของแหลมแทงสวนทวารอย่างเดียว
  

วิชาปูนคาดคอ  
วิชานี้ใช้เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาเรียกน้ำมันเข้าตัว  
วิชานี้ใช้เสกเรียกน้ำมันให้เข้าไปอยู่ในตัว  เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาอาบน้ำว่าน 
วิชานี้ใช้อาบ  เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาอาบน้ำมันเดือด  
วิชานี้ใช้เสกอาบ  เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี  แต่เวลาอาบจะไม่รู้สึกร้อนแต่อย่างใด

วิชาเสกฝุ่นทาตัว 
วิชานี้ใช้เสกฝุ่นทาตัว  เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี   ในบางทีเรียกว่า  “ หนุมารคลุกฝุ่น

วิชาสักยันต์  
วิชานี้จะใช้ของแหลมจุ่มหมึกหรือน้ำมันมาแทงลงบนผิวหนัง  เพื่อให้เกิดเป็นยันต์ต่างๆ
เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาเขียนยันต์  
วิชานี้จะใช้ของไม่แหลมจุ่มน้ำมันมาเขียนลงบนผิวหนัง  เพื่อให้เกิดเป็นยันต์ต่างๆ,
เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาเป่ายันต์วิชานี้จะใช้เป่ายันต์ต่างๆ 
เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาชาตรี 
 คนส่วนใหญ่มักเรียกรวม  วิชาคงกระพัน กับ วิชาชาตรีเข้าด้วยกัน
เป็นวิชาคงกระพันชาตรีแต่ที่จริงแล้ววิชาชาตรีนั้นต่างจากวิชาคงกระพันตรงที่ 
วิชาคงกระพันพันแทงไม่เข้าแต่ก็ยังมีความเจ็บปวดเกิดขี้นอยู่ แต่วิชาชาตรีนั้น
ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บเลย  เพราะวิชาชาตรีนั้นทำให้ของหนักต่างๆที่จะมากระทบ
ตัวจะเบาไปหมด คนที่สำเร็จวิชานี้สามารถกระโดดได้สูงเกินสามวา 
วิชานี้เป็นวิชาแต่งตัวแล้วบริกรรมคาถา  และเอามือทั้งสองลากไปตามตัว 
เรียกว่า  “ ชักยันต์ ” แต่ส่วนมากมักจะเป็นวิชาของอิสลาม

วิชาแคล้วคลาด 
วิชาแคล้วคลาดเป็นวิชาที่เหนือกว่าวิชาคงกระพันและวิชาชาตรี  เพราะแม้มีคนมุ่งร้ายหมาย
จะทำอันตรายก็มิอาจจะทำอันตรายได้ เป็นแคล้วคลาดทุกครั้งไป คือไม่เจอ  ไม่โดน 
และไม่เจ็บ ถึงแม้จะสู้กันซึ่งหน้า ไม่ว่าจะเป็นยิงหรือฟันก็จะหลบเลี่ยงหลุดรอดได้ทุกครั้งไป 
โดยฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทำอันตรายได้ แต่วิชานี้ส่วนมากจะถูกประจุอยู่ในเครื่องรางของขลัง
และลายสักยันต์ต่างๆรวมถึงการเขียนยันต์และการเป่ายันต์ด้วย  วิชาแคล้วคลาดถือเป็นวิชาที่
เกจิอาจารย์ส่วนมากนิยมใช้กันอีกด้วย

วิชามหาอุด 
วิชามหาอุดเป็นวิชาที่นำมาใช้เฉพาะ  “กันปืน ” ถ้าผู้ใดสำเร็จวิชามหาอุด “ เมื่อครั้งมีเหตุให้
โดยยิงปืนที่จะยิงจะยิงไม่ออก ” หรือในบางครั้งอาจจะทำให้ปืนแตกคามือของผู้ยิงได้เลย 
วิชามหาอุดมักถูกเขียนลงตระกรุด  ใช้กันปืนและมักจะเสกรวมกับวิชาคงกระพันและแคล้วคลาด เพื่อให้ขลังยิ่งขึ้น และเป็นการกันพลาดอีกด้วย คือ หากยิงออกก็ไม่โดน หากโดนก็ไม่เข้า  เป็นต้น

วิชาแต่งคน 

วิชาแต่งคนเป็นวิชาที่ใช้คุ้มครองตนเองและคนอื่น ในอดีตผู้เป็นแม่ทัพนายกองมักจะใช้วิชานี้
คุ้มครองตนเองและลูกน้องให้รอดพ้นจากคมมีดคมกระสุน วิชานี้มักใช้เสกน้ำมันงาหรือปูนกินหมาก  ทาใต้คางหรือบางรายใช้ทาตัว ทำให้คงกระพันเป็นอย่างดี
 
วิชาต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมด ในอดีตจนถึงปัจจุบันพระสงค์และผู้มีวิชาอาคมทั้งหลาย 
มักนำมาใช้ในการสร้างพระเครื่องและเครื่องรางของขลังเพื่อใช้คุ้มครอง และให้เป็นสิริมงคลต่อผู้ที่นำไปบูชาในบางอาจารย์อาจจะนำมาใช้ในการลงอักขระสักยันต์ลงบนร่างกายอีกด้วย

29 ก.ย. 2554

0

โนรากับความเชื่อไสยศาสตร์


clip_image001
      

          โนรามีความเชื่อหลายประการ ว่าความเชื่อเกี่ยวกับครูหมอโนรา ครูหมอโนราคือบูรพาจารย์และบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วบางทีเรียกตายายโนรา มีนางศรีมาลา พระเทพสิงหร พระยาสายฟ้าฟาด ตาพรานบุญ ตาหลวงคง ตาพรานอิทร์ นางแขนอ่อนนางเภา เป็นต้น โนราเชื่อว่าครูหมอเหล่านี้ยังผูกพันกับลูกหลานที่มีเชื้อสายโนรา ถ้าลูกหลานเพิกเฉยไม่นับถือ อาจเกิดเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะเรียกว่า “ครูหมอย่าง” แก้ไขได้ด้วยการบนบาน ด้วยความเชื่อนี้ทำให้เกิดพิธีกรรมโนราโรงครู เพื่อเชิญครูหมอมาเข้าร่างทรงรับเครื่องสังเวยและมีการรำถวาย

          ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ โนราสมัยก่อนจะมีหมอกบโรงไว้ทำหน้าที่ทางไสยศาสตร์คือกันฝ่ายตรงข้ามทำคุณไสย ถ้าถูกคุณไสยต้องแก้และบางครั้งต้องทำคุณไสยแก่ฝ่ายตรงข้ามด้วยความเชื่อเรื่องนี้เห็นได้ตั้งแต่ตอนเบิกโรงมีการกันโรง ตอนแต่งตัวมีการชุบราศี ผูกขี้ผูกเยี่ยว เสกแป้งสร้างเมตตามหานิยม ตอนรำมีการรำเฆี่ยนพราย เหยียมลูกมะนาว เป็นต้น

          ความเชื่อเรื่องอำนาจเร้นลับของโนรา ทั้งโนราและชาวบ้านเชื่อว่าโนราใหญ่ขณะทำพิธีโรงครู มีอำนาจพิเศษสามารถติดต่อกับวิญญาณภูติผีได้ สามารถกำราบทำลายสิ่งผิดปกติ บางอย่างที่เกิดจากอำนาจภูติผีได้ เช่นสามารถกำราบเจ้าเส้นที่เกิดเป็นผื่นปานแดงบนผิวหนัง เป็นต้น

          อำนาจเร้นลับ ในคน สัตว์ สิ่งของมีความเชื่อเกี่ยวกับโนรา เช่น ความยำเกรง ต่อโนราที่มีอาคม ต่อสัตว์อย่างจรเข้ หรือต่อ “ผมผีช่อ” ของเด็กที่ถูกทำเครื่องหมาย กระจุกผมนี้หากตัดออกเองจะเกิดโทษภัยแก่ตัวผู้ตัด ต้องให้โนราตัดให้ ผมที่ตัดแล้วถือเป็นของขลังของเจ้าของผมเชื่อว่าสามารถกันอันตรายได้

          ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องดนตรี เชื่อว่าเทริดและหน้ากากพรานเป็นของสูง ห้ามกรายหรือใส่เล่น โนราสมัยก่อนเมื่อสวมเทริดแล้วจะไม่ยกมือไหว้ผู้ใด เพราะถือว่าเป็นการทำตนต่ำกว่าฐานะ เชื่อว่าภ้าใช้ไม้หวายตีผู้ใด ผู้นั้นจะเป็นบ้า เชื่อว่าถ้าข้ามกรายเครื่องดนตรีจะเกิดอัปมงคล

clip_image002

เทริดโนรา
clip_image003

หน้ากากพราน
          ความเชื่อเรื่องการถือเคล็ดและฤกษ์ยาม การปลูกโรงจะไม่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกเด็ดขาดเชื่อว่าจะทำให้โนราตกอับ หน้ากากพรานจะใช้ไม้พูด ไม้มะยมหรือไม้ยอ เชื่อว่าจะทำให้ผู้แสดงเป็นนายพรานพูดเก่ง ได้รับความนิยมจากผู้ชม เป็นต้น ส่วนเรื่องฤกษ์ยามปรากฏในพิธียกเครื่องออกเดินทาง เป็นต้น เมื่อจะออกจากบ้านไปแสดง นายโรงจะว่าคาถาเพื่อขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธ์ให้มาคุ้มครอง ปราศจากอันตรายและให้ผู้พบเห็นเกิดความรักความสงสาร ความนิยมชมชอบ บางคณะเมื่อออกนอกบริเวณรั้วบ้านจะบริกรรมคาถาปัดรังควานเสนียดจัญไรให้แก่บ้านเรือนอีกครั้ง

clip_image004

หน้ากากพรานที่ทำมาจากไม้ยอ
          พิธีถีบหัวควายเป็นการฆ่าควายเพื่อเซ่นผีแซง เป็นการแก้บนผีแซงที่ไม่มารบกวนพิธี โดยใช้อาคมในการปลิดชีวิตควาย ไม่เพียงแต่เป็นพิธีกรรมสำหรับผู้ที่มีเชื้อสายโนรา หากแต่ชาวบ้านทั่วไปก็ได้อาศัยอาศัยการบนบานขอความช่วยเหลือจากครูหมอโนราด้วยเช่นกัน เมื่อได้ตามประสงค์ก็มีการจัดพิธีโรงครูเพื่อเซ่นไหว้แก้บนได้ คนในชุมชนเองก็อธิบายว่าโนราโรงครูมีวัตถุประสงค์เพื่อไหว้ครูหรือไหว้ตายายโนรา ถือเป็นธรรมเนียมที่ต้องแสดงความกตัญญูแก่ผู้ประสิทธิประสาทวิชาโนราต่อทอดต่อ ๆ กันมา เพื่อแก้บนต่อครูบรรพชนผู้ศักดิ์สิทธิ์ หรือ “แก้เหมรย” และทำพิธีอื่น ๆ เช่นเหยียบเสน ตัดจุก ตัดผมผีช่อ ผูกผ้าปล่อย ครอบเทริด ฯลฯ และเพื่อครอบรับโนราใหม่ถือเป็นกิจกรรมอันเป็นมงคลของศิลปิน การจะเป็นโนราได้ต้องผ่าน “พิธีครอบเทริด” หรือ “ผูกผ้าใหญ่” หรือ “แต่งพอก”

          ผมผีช่อ คำว่า “ช่อ” แปลว่า “ผูก” จึงหมายความว่าผมผีผูก ทำให้งอกออกมาจับตัวกันเป็นกระจุกตั้งแต่แรกคลอดอยู่บนศีรษะ เชื่อว่าเป็นการกระทำของผี ถ้าตัดออกเองจะเกิดโทษภัย ต้องให้โนราตัดให้ในพิธีเข้าโรงครู ผมที่ตัดแล้วจะถือว่าเป็นของขลังสำหรับผู้เป็นเจ้าของผม สามารถกันอันตรายได้ การตัดผมผีช่อจะทำก่อนพิธีส่งครู โดยให้ผู้ที่เป็นผมผีช่อ นั่งกลางโรงโนรา ประนมมือถือดอกไม้สีขาวสามดอก โนราใหญ่จะรำ “ท่าสามย่าง” หรือ “ท่าย่างสามขุม” เข้าไปหา แล้วใช้มีดตัดผมผีช่อออก การตัดจะตัดถึงหนังศีรษะและตัดครั้งเดียว มอบผมให้เจ้าของเก็บไว้ จากนั้นโนราต้องรำให้ครบ 12 ท่า เป็นเสร็จพิธี เชื่อว่าหลังจากตัดแล้วผมที่งอกมาใหม่จะไม่เป็นกระจุกอีก

          เสนเป็นปานแดงชนิดหนึ่งที่ขึ้นยริเวณใบหน้า ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นการกระทำของผีที่ชื่อ “เจ้าเสน” ไม่สามารถรักษาให้หายได้ ต้องให้โนราทำพิธีเหยียบให้ในงานโรงครู เชื่อว่าเสนจะหาย หากไม่หายก็ให้ทำซ้ำอีก เสนจะหายในที่สุด ถ้ามีสีดำหรือเรียกว่าเสนดำ ถ้ามีสีแดงเรียกเสนทอง

clip_image005

พิธีกรรมเหยียบเสน
          เสนติดมากับตัวรักษาไม่ได้เว้นแต่จะทำในพิธีโนราโรงครู ซึ่งจะทำก่อนพิธีส่งครู ผู้ส่งจะต้องเตรียมขันน้ำ หมาก พลู ธูป เทียน ดอกไม้ มีดโกน หินลับมีด เงินเหรียญ เครื่องทอง เครื่องเงิน หญ้าคา หญ้าเข็ดมอนและรวงข้าว แล้วนั่งกลางโรงโนรา โนราใหญ่จะเอาขันพร้อมด้วยมีดโกน หินลับมีด เครื่องเงิน เครื่องทอง หญ้าคา หญ้ามอน และรวงข้าวแล้วทำพิธี ลงอักขระขอมลงที่หัวแม่เท้าของโนราใหญ่ เอาหัวแม่เท้าจุ่มลงในขัน ยกขึ้นรมควันเทียนแล้วใช้หัวแม่เท้านั้นเหยียบเบา ๆ ลงบริเวณที่เป็นเสนพร้อมกับบริกรรมคาถา “นะสูญ โมสูญ พุทธสูญ ธาสูญ ยะสูญ อุบาทว์ทั้งมูลสูญด้วยนะโมพุทธายะ” แล้วเอาเท้าไปแตะมีดโกน เพ่งจิตระลึกถึงครูเสน ขอให้หายเสน ทำเช่นนี้ 3 ครั้ง โนราบางคนก่อนที่ใช้เท้าเหยียบเสนจะใช้หัวพลูลงอักขระขอมที่เสนแล้วเอาเหรียญทาบบนเสนนั้น ใช้หัวแม่เท้าเหยียบกดบนเหรียญ ภาวนา 3 ครั้ง แล้วสลัดให้เหรียญหลุดออก เชื่อว่าเสนจะหาย หากไม่หายก็ทำซ้ำอีก เสนจะหายไปในที่สุด

clip_image006

โนราใหญ่กับเครื่องประกอบพิธีเหยียบเสน
เครื่องในถาดประกอบด้วยเช่น ธูปเทียน ดอกไม้ หมาก พลู ขันน้ำ มีดโกน หินลับมีด
เงินเหรียญ เครื่องเงิน ทอง หญ้าคา หญ้าเข็ดมอน รวงข้าว
clip_image007

โนราระดับนายโรง, ลงอักขระที่หัวแม่เท้าก่อนเหยียบเสน
clip_image008

หลังจากเอานิ้วเท้าเหยีบลงในถาดพิธีแล้ว ก็ลนเปลวเทียน
 
clip_image011

เชื่อกันว่า เสนเม็ดนูนแดง ๆ นี้จะค่อย ๆ จางหายไ

Post & Comment

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม