บทความนี้เป็นบทสรุป ปฐมบทกำเนิดมโนราห์ ซึ่งข้อมูลต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือและมีหลักฐานบันทึกไว้ชัดเจน ดังข้อมูลดังนี้
1.กรณีชื่อเรียกการละเล่นชนิดนี้เอาเป็นยุติได้ว่า เดิมเรียก “ชาตรี” พบคำนี้เก่าสุดในโคลงเรื่องสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ร.1) พระนิพนธ์ของกรมหมื่นศรีสุเรนทร์ ว่ามีละครชาตรีเล่นในงาน จากนั้นก็มีการเรียกชาตรีเรื่อยมา เช่นในบทพระราชนิพนธ์อิเหนาในรัชกาลที่ 2 ตอนอภิเษกอิเหนาและราชบุตรราชธิดาสี่พระนครว่า “ชาตรีล้วนมีแต่ชาวตลุง ชัดกันนุงตามถนนแห่งกรวดลาว” ต่อมาในมโนหรานิบาตฉบับวัดมัชฌิมาวาส สงขลา ซึ่งบอกว่าเขียนเสร็จ พ.ศ.2411 เรียก “มโนราชาตรี” ดังความตอนเล่นมหรสพในพิธีสมโภชพระสุธนนางมโนราห์ ว่า “มโนราห์ชาตรี ร้องบทเมรี ชมสวน ชานสมร รำเมื่อกินเหล้า เคล้าคลอชวนนอน ลักยาพาจร เมรีมัวเมา” ในบทร้องโนราก็พบคำ “ชาตรี” และ “โนราชาตรี” ได้ทั่วไป เช่น ตำนานว่า “ก่อเกื้อกำเนิดคราเกิดชาตรี” หรือ “ว่าแรกเริ่มเป็นชาตรีเริ่มเดิมทีขุนศรัทธา” ดังกล่าวมาตอนต้น สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ กล่าวว่า “ในฎีกาของวัดต่าง ๆ ที่มีมาก่อน พ.ศ. 2490 ถ้ามีการประชันโนรามักใช้คำว่า ชาตรีประชันโรง” แม้กระทั้งในปัจจุบันโนราอาวุโสทั้งหลายก็ยังเรียกขานโนราว่า “ชาตรี” กันอยู่บ้าง แต่จะไม่มีคำว่า “ละครชาตรี” ในภาคใต้
ศัพท์คำว่า “ชาตรี” สันนิษฐานกันหลายทาง เช่น
กรมพระยายริศรานุวัติวงศ์ ทรงกล่าวว่า ชื่อที่เรียก “ละครชาตรี ” เห็นจะตั้งขึ้นใน กรุงเทพ เป็นแน่ พวก “โนรา” นอกจากเล่นเรื่องแล้วก็มักเล่นแสดงวิชาเข้าไปด้วยมีการลุยไฟเป็นต้น เราจึงตื่นกันเรียกละครพวกนั้นว่า “ละครชาตรี” หมายความว่า ละครมีเวทมนต์อย่างเดียวกับคำว่า “คงกะพันชาตรี” อันคำว่า “ชาตรี” นั้น องค์ธานีเอาหนังสือซึ่งสมาคมค้นวิชาประเทศไทย (สยามสมาคม) เขาวินิจฉัยไว้ดังนี้
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวว่า “ชาตรี” เพี้ยนมาจากคำว่า “ยาตรี” หรือ “ยาตรา” แปลว่าเดินทางท่องเที่ยวไป ใช้ละครเร่ในอินเดีย
เต็มศิริ บุณยสิงห์ และเจือ สตะเวทิน กล่าวว่า ชาตรีน่าจะมาจาก “กษัตริยะ” หรือ “กษัตริย์” ในภาษาสันสกฤต ในอินเดียดีละคร “ฉัตรียะ” พระเอกเป็นกษัตริย์เราออกเสียง “ฉัตรียะ” ไม่ถนัด จึงออกเสียงตามสะดวกเป็น “ชาตรี”
ต่อมาชาตรีนิยมแสดงเรื่อง พระสุธน-นางมโนราห์ จึงเรียก “มโนราห์ชาตรี” แล้วกร่อนเป็น “โนราชาตรี” บ้าง “มโนราห์” บ้าง แล้วกลายเป็น “โนรา” ในที่สุด โดยคำว่า “มโนราห์” มักเป็นคำที่คนทางภาคกลางเรียกกัน ส่วนทางภาคใต้จะเรียก “โนรา” เป็นพื้น
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
2. กรณีที่มาของโนรา จากความคิดเห็นแต่ละที่มาที่กล่าวมาแล้วในปฐมบทกำเนิดมโนราห์แต่ละตำนาน สรุปได้เป็น 2 พวก พวกหนึ่งเห็นว่า โนราเกิดขึ้นทางภาคใต้แล้วแพร่ขึ้นสู่ภาคกลาง เป็นต้นแบบของละครไทย และอีกพวกหนึ่งเห็นว่าโนรารับสืบทอดมาจากภาคกลาง
จากการพิจารณาหลาย ๆ ด้าน มีข้อสังเกตุดังนี้
1) จากการเก็บข้อมูลภาคสนาม พบว่าเรื่องราวเกี่ยวกับโนรา ไม่ว่าจะเป็นตำนานโนรา และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกัน บทกลอนเก่า ๆ ของโนราโดยเฉพาะบทกาศครู ตลอดจนการยอมรับนับถือครูหมอตายายโนรา ล้วนแต่รู้เรื่อง และปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายมากในจังหวัด พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกับทะเลสาปสงขลา ส่วนจังหวัดที่อยู่ห่างออกจากทะเลสาปออกไป ผู้คนจะรู้เรื่องและปฏิบัติกันเจือจางลงไป เช่น แถวจังหวัดชุมพร พวกโนราจะเล่าเรื่องราวได้กระท่อนกระแท่นมาก และมักอ้างมาจากพัทลุง การจับเอากลอนจากบทโน่นนิดนี่หน่อย มาผสมปะติดปะต่อกันจนเลอะเลือนพบได้โดยทั่วไป เช่นเดียวกับที่พบในบทไหว้ครูของละครชาตรีแถวเพชรบุรี จันทบุรี ตราด ซึ่งถ้าหากนำบทกลอนไหว้ครูมาเทียบกับกลอนโนราแถวสงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช แล้ว จะบ่งบอกได้ว่ากลอนที่กระท่อนกระแท่นนั้น เก็บตกมาจากบทใดบ้าง ข้อนี้ชวนให้คิดว่าโนราเกิดและรุ่งเรืองอยู่บริเวณรอบทะเลสาปสงขลามาก่อน แล้วแพร่กระจายสู่รอบนอก เหตุนี้เอง ตรงศูนย์กลางจึงยังเข้มข้นมากและห่างจากศูนย์กลางจะเจือจางไป
2) จากบทไหว้ครูที่โนราเรียกว่า “บทกาศครู” ซึ่งใช้ร้องรำลึกถึงครูบาอาจารย์ และสิ่งศักสิทธิ์ทั้งหลาย ปรากฏชื่อสถานที่และชื่อบุคคลซึ่งล้วยแล้วแต่อยู่ในบริเวณลุ่มทะเลสาปสงขลาทั้งสิ้น เช่น
เกาะสีชัง เกาะใหญ่ ดังตัวอย่าง
“คลื่นซัดมิ่งมิตร ไปติดเกาะสีชัง
สาวน้อยร้อยชั่ง เคืองคั่งมิตร
จับจับระบำราร่อน ที่ดอนเกาะใหญ่”
เกาะสีชัง ชื่อนี้ยังมีปัญหา หลายที่ในบทกาศครูยังเรียกว่า “เกาะศรีกะชัง” บ้าง “เกาะกะชัง” บ้าง เยี่ยมยง สุรกิจบรรหาร กล่าวว่าคือบ้านกะชังอยู่ในเกาะใหญ่ทางด้านเหนือ (ปัจจุบันเกาะใหญ่เป็นตำบลอยู่ในท้องที่กิ่งอำเภอกระแสสินธุ์ จ.สงขลา) ส่วน สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ กล่าวว่าเกาะที่กล่าวถึงคือแหลมชันหรือแหลมกะชัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกาะใหญ่ในทะเลสาปสงขลา
ด้านบนคือทะเลสาปสงขลาในปัจจุบัน ส่วนด้านล่างคือ ทะเล อ่าวไทย
เรื่องนี้หากนำไปสัมพันธ์กับความที่ว่า ชาตรีเกิดขึ้นเมื่อคราว “เมืองพัทลุงเป็นราชธานี” แล้ว การลอยแพก็ย่อมลอยจากเมืองพัทลุง เส้นทางลอยแพก็ย่อลอยจากเมืองพัทลุง เส้นทางแพลอยตามอิทธิพลของลม “หลาตัน” ซึ่งพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แพก็จะเข้าสู่เกาะกะชังหรือเกาะใหญ่ได้พอดี
สถานที่สำคัญอีกแห่งที่ชี้ให้เห็นว่าโนราเกิดขึ้นที่เมืองพัทลุงคือ ท่าแค ปัจจุบันเป็นตำบลอยู่ในเมืองพัทลุง ท้องที่ตำบลท่าแค มีตำนานเกี่ยวข้องกับโนรามากมาย เช่นเชื่อว่าขุนศรัทธาถึงแก่กรรมที่นี่ กระดูกฝังไว้บริเวณวัดท่าแค มีหลักปักหมายไว้เรียกว่า “หลักขุนทา” ภายหลังพวกโนราปลูกต้นโพธิ์ ณจุดที่ฝั่งอัฐิ พวกโนราจะมาบูชาต้นโพธิ์นี้ประจำทุกปีในช่วงพิธีโรงครูวัดท่าแค มีศาลขุนศรัทธา ในพิธีโรงครูจะไม่มีการส่งครู (ผิดกับท้องที่อื่น ๆ ) เพราะเชื่อว่าครูหมอสิงสถิตอยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นบ้านของครู ในตำบลท่าแคมี “โคกขุนทา” เป็นเนินดินสูง กว้าง 1 ไร่เศษ อยู่ในหมู่ที่ 5 เชื่อว่าเป็นบริเวณที่ขุนศรัทธาตั้งโนราหัดให้แก่ศิษย์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม บทกาศครูบางสำนวนจะร้องเป็น “ศรัทธาท่าแพ” โดยเชื่อต่างกันไป เช่น เชื่อว่าบริเวณท่าแค เดิมเป็นท่าจอดเรือแพ บางพวกเชื่อว่า ท่าแพคือบ้านท่าแพ จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เท่าที่ตรวจสอบข้อมูลที่บ้านท่าแพ นครศรีธรรมราชไม่มีเรื่องราวเล่าขานกันแต่อย่างใด
สิ่งที่ผู้คนแดนใต้นับถืออีกอย่างคือ ทวด คือผู้มีบุญวาสนาที่ล่วงลับไปแล้ว วิญญาณสิงอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง เป็นที่เคารพบูชาของผู้คน ปรากฏอยู่มาก เช่น ทวดหุม รักษาปากน้ำ เมืองสงขลา สวดเกาะ เกาะสี่เกาะห้า ในทะเลสาปสงขลา ทวดโอ เชื่อว่าเป็นผู้สร้างวัดนาโอ ต.ร่มเมือง พัทลุง ทวดชัยสุริวงศ์ ท่าแค พัทลุง ทวดขามเฒ่า ต.ร่มเมือง พัทลุง ทวดนางเรียม ประจำคลองนางเรียม ซึ่งเชื่อมระหว่างทะเลน้อยกับทะเลสาปสงขลา เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์กับโนราทั้งสิ้น
3) ในพิธีโนราโรงครูซึ่งเป็นพิธีเชิญครูหมอตายายโนรา (บรรพบุรุษซึ่งเป็นโนรา หรือครูโนราตั้งแต่รุ่นครูเรื่อยมา) มารับการบูชาด้วยการรำถวายและถวายเครื่องสังเวยของชาวบ้านในภาคใต้ พบว่าวิญญาณที่ชาวบ้านนับถือ และเชิญมาเข้าทรงคือครูต้นโนรา ดังปรากฏชื่อในตำนาน (และอาจจะมีวิญญาณอื่น ๆ อีกส่วนหนึ่ง เช่นพ่อทวดพรานบุญ) และครูหมอตายายโนราแต่ละองค์ก็มีประวัติที่สอดคล้องกันเป็นส่วนใหญ่ทุกชุมชน ผิดเพี้ยนกันเฉพาะส่วนปลีกย่อย กรณีเช่นนี้ชวนให้คิดว่าทายาทโนรามีการบอกเล่าขานเกี่ยวกับครูของเขามาตลอด ความเข้มข้นในการเล่าขานน่าจะเกิดจากชีวิตของบรรดาครูโนรามีความผันผวนสะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง ดังจะเห็นได้ชัดในบทกาศครู ประวัติของครูโนราจึงไม่จางหายไป ยิ่งมีการตั้งหิ่งบูชาครู มีการจัดพิธีโนราโรงครูอยู่ทั่วไป ประวัติของครูโนรายิ่งถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นประวัติของครูโนราจึงไม่ใช่เรื่องเล่าแบบสมอ้าง แต่น่าจะมีความจริงผสมอยู่เป็นส่วนมาก
4) นอกจากมีตำนานเล่าเรื่องราวของโนราโดยตรงแล้ว ยังมีตำนานและพิธีอื่น ๆ ในบริเวณลุ่มทะเลสาปสงขลาที่เกี่ยวข้องกับโนราด้วย เช่น นางเลือดขาว ซึ่งมีเรื่องราวในพงศาวดารเมืองพัทลุง ที่หลวงศรีวรวัตร เรียบเรียงขึ้นราว พ.ศ.2460-2461 นั้น พวกโนราเชื่อว่า นางคือคนเดียวกับแม่ศรีมาลา แต่เป็นคนละภาค ถือว่าเป็นครูโนราองค์หนึ่ง บางทีนางจะมาเข้าทรงในพิธีโนราโรงครูวัดท่าแค เมืองพัทลุง และเชื่อว่านางเป็นผู้สร้างวัดเขียนบางแก้ว อ.เขาสนชัย พัทลุง เหตุนี้พวกโนราส่วนหนึ่งจึงร่วมกันจัดประเพณีห่มผ้าเจดีย์พระธาตุวัดเขียนบางแก้ว หร้อมกับรำโนราถวายเป็นประจำทุกปีในวันเพ็ญเดือนสาม
อนึ่ง ที่วัดพะโคะ (วัดราชประดิษฐาน) มีรูปเคารพองค์หนึ่งเรียกว่า “ทวดหมลี” เชื่อว่าคือทวดทองสำลีหรือเจ้าแม่อยู่หัว นั่นเอง รูปที่เคารพนี้แต่งทรงเครื่องมงกุฏคล้ายเทริดโนรา ในประเพณีลากพระชาวบ้านจะอัญเชิญทวดหมลีขึ้นสู่บุษบกแล้วชักลากแห่ไป
เรื่องราวเหล่านี้ปฏิบัติกันสืบกันมานาน จึงน่าจะเป็นเครื่องแสดงอิทธิพลของโนราที่ฝั่งลึกและสืบทอดกันมาอย่างยาวนานและชัดเจน
5) ข้อมูลที่บางท่านนำมาประกอบที่เป็นเหตุผลว่า โนรารับอิทธิพลมาจาก ชาตรีทางภาคกลาง อันได้แก้ธรรมเนียมในพิธีครอบ ซึ่งต้องปลูกโรงให้มีเสากลางโรง 1 เสา เรียกว่าเสามหาชัย หรือเสาพระเกตุ เสานี้พันผ้าแดง เป็นที่ผูกซองคลี และเป็นที่ประทับของพระวิสสุกรรม ซึ่งโนราก็ยึดธรรมเนียมนี้ด้วยนั้น จากการสอบถามโนราอาวุโสทั้งหลาย ต่างยืนยันว่า โนราไม่มีธรรมเนียมและความเขื่อดังกล่าว เสาโนราถ้าห่มผ้าแดงเนื่องมาจากการบนเอาไว้เท่านั้น คำว่า เสามหาชัย เสาพระเกตุ เป็นที่ผูกซองคลี และเป็นที่ประทับของพระวิสสุกรรม โนราไม่เคยได้ยินไม่เคยรู้จัก เรื่องราวดังกล่าวจึงเป็นธรรมเนียมของละครชาตรีของทางภาคกลางมากกว่า
6) ในพิธีครอบละครของทางภาคกลาง ใช้ขันสาครลายสิบสองนักษัตรคว่ำไว้กลางโรงตรงหน้าพระ ให้ผู้เข้าพิธีครอบนั่ง ธรรมเนียมนี้น่าจะรับมาจากธรรมเนียมของโนราภาคใต้ เพราะในพิธีครอบเทริดของโนรา ก็มีธรรมเนียมเช่นที่กล่าวมา ซึ่งยังปฏิบัติกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ ที่สำคัญลายสิบสองนักษัตรนั้น เป็นสัญลักษณ์ของหัวเมืองที่ขึ้นกัยเมืองนครศรีธรรมราชโบราณ มี 12 หัวเมือง แต่ละเมืองมีสัตว์เป็นตราประจำเมืองดังนี้ เมืองสายบุรี-ตราหนู เมืองปัตตานี-ตราวัว เมืองกลันตัน-ตราเสือ เมืองปาหัง-ตรากระต่าย เมืองไทรบุรี-ตรางูใหญ่ เมืองพัทลุง-ตรางูเล็ก เมืองตรัง-ตราม้า เมืองชุมพร-ตราแพะ เมืองบันไทยสมอ-ตราลิง เมืองสะอุเลา-ตราไก่ เมืองตะกั่วป่า-ตราหมา และเมืองกระบุรี-ตราหมู
ตราประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นภาพพระบรมธาตุเปล่งรัศมีออกมาเป็น 12 นักษัตร
7) ความในพระภะรตเบิกโรง พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังที่เคยกล่าวแล้วใน ปฐมบทกำเนิดโนรา ตอนภูมิข้อคิดเห็นกำเนิดโนรา ของ สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ น่าจะเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่เชื่อได้ว่า ท่ารำของโนราเป็นแบบแผนท่ารำละครภาคกลาง ทั้งนี้เพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเชี่ยวชาญในเรื่องการละครอย่างยิ่ง หากไม่ทรงมั่นพระทัยคงจะไม่ทรงกำหนดให้พระภะรตกล่าวแก่ศิษย์ว่า “เราจะรำ ให้เจ้าจงจำให้มั่น ถ้ารำได้ รำตามกันก็ยิ่งดี เพราะท่าเหล่านี้เป็นท่าแบบละครโบราณ” เป็นแน่
มโนราห์พุ่มเทวา หรือ ขุนอุปถัมภ์นรากร
นักแสดงโนราสมัยรัชกาลที่ 6
จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้กล่าวน่าจะเป็นมูลเหตุให้เชื่อได้ว่า โนราเกิดขึ้นจากทางภาคใต้แล้วแพร่หลายไปทางภาคกลาง ดำรงสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ขอขอบพระคุณข้อมูลดี ๆ จาก หนังสือเรื่อง "โนรา" ของ รศ.อุดม หนูทอง หวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงเป็นประโยชน์ต่อท่าน ๆ สืบไป
0 comments:
แสดงความคิดเห็น